2552-02-19


จัดทำโดย น.ส. ศิริวรรณ เกิดลำเจียก 5005106020

(เพิ่มเติม) ผู้ว่าธปท. คาดปี 52 GDP อาจโตไม่ถึง 0-2% ตามที่ประมาณการไว้
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 4 ชั่วโมง 54 นาทีที่แล้ว
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)คาดว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย(GDP)ในปี 52 อาจเติบโตไม่ถึง 0-2% ตามที่ประมาณการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดย ธปท.จะมีการทบทวนประมาณการใหม่ในช่วงปลายเดือนนี้
"GDP ที่ประมาณการครั้งก่อน ค่ากลางโต 1% ตอนนี้ไม่มั่นใจแล้วว่าจะได้ตามนี้ มีโอกาสปรับลดลง เพราะว่าภาวะเศรษฐกิจไม่นิ่งทั้งไทยและเศรษฐกิจโลก จึงต้องมีการรอัพเดตข้อมูลบ่อยๆ ดังนั้นจะมีการทบทวนข้อมูล GDP ในปลายเดือนนี้" นางธาริษา กล่าวในงานสัมมนา"วิกฤตเศรษฐกิจโลกกับทางออกของคนไทย" สำหรับภาคธุรกิจตอนนี้ไม่ได้มีความเปราะบางดูได้จากยังมีผลกำไรจากการดำเนินงาน และหนี้สินต่อทุนยังต่ำอยู่ที่ 0.8-0.9% ต่ำกว่าปี 40 ที่อยู่ที่ 2% ขณะที่ภาคสถาบันการเงินยังมีความแข็งแกร่ง โดยกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง(BIS) อยู่ที่เฉลี่ย 14-15% ธปท.ไม่มีความกังวลเพราะยังสามารถปล่อยกู้เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจอยู่ เนื่องจากสภาพคล่องส่วนเกินสูงมาก ขณะที่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลคาดว่าจะเห็นผลในครึ่งปีหลังและเศรษฐกิจโลกจะฟื้นในครึ่งปีหลังด้วย ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ภาพรวมที่ธปท.ดู คือ เรื่องของนโยบายการเงินซึ่งได้ผ่อนคลายมามากแล้ว และนโยบายการเงินการคลังในขณะนี้ยังมี Room ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีก แต่ขณะนี้ธปท.อยู่ระหว่างการเตรียมทบทวนคาดการณ์เศรษฐกิจ หลังจากตัวเลขทางเศรษฐกิจบางตัวเปลี่ยนแปลงหลายครั้งและรวดเร็วมาก โดยเฉพาะการส่งออกของไทยที่ชะลอตัวมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็เป็นไปตามภาวะที่คาดไว้แล้วว่าจะเกิดขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกก็ยังไม่นิ่ง และเพียงระยะเวลาแค่เดือนเดียวอัตราการขยายตัว(จีดีพี)ของโลกลดลงไปถึง 1% และหากเศรษฐกิจโลกยังไม่นิ่งก็จะทำให้การส่งออกลดลงอีก และเรื่องของค่าเงินบาท ที่ไม่ให้ผันผวนมาก โดยค่าเงินบาทในปัจจุบันยังอยู่ระดับกลางเทียบภูมิภาค เช่น เกาหลี อินโดนีเซีย ที่อ่อนค่า 20% และจีนที่แข็งค่า โดยหากดูดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง ค่าเงินบาทได้กลับมาใกล้เคียงระดับต้นปี 50 แม้ว่าระหว่างทางจะแข็งค่าขึ้นไปบ้าง โดยเฉลี่ยปี 51 ค่าบาทอ่อนค่า 3% และไม่ว่าค่าเงินจะเป็นอย่างไร แต่ว่าเงินเฟ้อที่ลดลงทำให้ต้นทุนถูกลง ดังนั้นไทยยังมีความสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ดี ธปท.พร้อมดูแลค่าเงินบาทถ้ามีความผันผวน พร้อมระบุว่า หากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าขยายตัวลดลง 1% จะทำให้การส่งออกที่แท้จริงลดลง 1.6% แต่ถ้าบาทอ่อนไป 1% จะทำให้ Real Export ขยายตัว 0.2% "ค่าเงินบาท ณวันที่ 2 ก.พ. อ่อนค่า 0.7% คาดว่าปีนี้ทั้งปีเงินบาทยังอ่อนค่าอยู่ เพราะดอลลาร์แข็งค่า ช่วงนี้บาทอ่อนจากสัปดาห์ก่อน" ผู้ว่าการธปท. ระบุ

คำถาม

1.นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าในปี 52 อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยเติบโตได้กี่%

2.หนี้สินต่อทุนในปี 52 อยู่ทื่กี่% และต่ำกว่าปี 40 กี่%

3.ค่าเงินบาทในปัจจุบันยังอยู่ระดับกลางเทียบภูมิภาคในประเทศใด
จัดทำโดย น.ส. ศิริวรรณ เกิดลำเจียก 5005106020

เงินบาทปิดตลาด 35.52/54 อ่อนค่าต่อเนื่องหลังนักลงทุนหันถือดอลลาร์
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 3 ชั่วโมง 35 นาทีที่แล้ว
นักบริหารเงิน ธนาคารไทยธนาคาร เปิดเผยว่า เงินบาทวันนี้ยังอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง โดยปิดตลาดวันนี้ที่ระดับ 35.52/54 บาท/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 35.38/40 บาท/ดอลลาร์ เป็นการอ่อนค่าลงตามภูมิภาคหลังจากดอลลาร์แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง จากตลาดมองว่ารัฐบาลสหรัฐได้วางแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้เร็ว ทำให้นักลงทุนหันมาถือครองดอลลาร์มากขึ้น
-->
-->
window.google_render_ad();
นอกจากนั้น เงินบาทที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทำให้ผู้นำเข้าไล่ซื้อดอลลาร์เก็บ ขณะที่ผู้ส่งออกยังไม่เทขายออกมา ทั้งนี้ยังมองว่าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่าได้อีก โดยมีแนวต้านที่ 35.80 บาท/ดอลลาร์ ส่วนค่าเงินสกุลต่างประเทศ เงินเยนอยุ่ที่ 93.51/53 เยน/ดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากช่วงเช้าที่อยู่ระดับ 93.82 เยน/ดอลลาร์ เงินยูโร อยู่ที่ 1.2656/57 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าอยู่ที่ระดับ 1.2573/2577 ดอลลาร์/ยูโร

คำถาม

1.เงินบาทปิดตลาดที่ระดับเท่าไหร่

2.ทำไมนักลงทุนจึงหันมาถือครองดอลลาร์มากขึ้น

3.เงินสกุลใดอ่อนค่าลงบ้าง

2552-02-02

วิกฤติราคาน้ำมันกำลัง เปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจโลก

จัดทำโดย นางสาว ปารวรรณ จันทร์เนตร 5005106008
นักวิเคราะห์จำนวนมากประเมินสถานการณ์ว่า สิ่งหนึ่งที่น่าจับตาอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการไต่ระดับสูงขึ้นของราคาน้ำมันโลกจากที่เคยอยู่ในระดับ 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อทศวรรษที่แล้วมาเป็น 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้ (แม้จะเป็นการเคลื่อนไหวของราคาระหว่างวันที่ 2 ม.ค.ที่ผ่านมาก่อนจะปรับตัวลดลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล) คือการสับเปลี่ยนขั้วอำนาจและอิทธิพลของประเทศต่างๆ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมหลากแขนงทั่วโลก ยิ่งน้ำมันราคาสูงขึ้นไปเท่าไหร่ การเปลี่ยนแปลงก็จะขยายวงกว้างมากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงที่ได้เกิดขึ้นแล้วในอุตสาหกรรมการบินและการผลิตรถยนต์ การเพิ่มความเข้มข้นระดับนโยบายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการลดวิกฤตโลกร้อน รวมไปถึงการเพิ่มอัตราเร่งของประเทศต่างๆ ในการแสวงหาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแหล่งใหม่ ตลอดจนแหล่งพลังงานทางเลือกรูปแบบต่างๆ
ขณะที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันทั้งในตะวันออกกลาง รัสเซีย และเวเนซุเอลา มีรายได้และอิทธิพลมากขึ้น ประเทศยากจนที่สุดของโลกกำลังดิ้นรนเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตราคาน้ำมัน ไม่เว้นแม้กระทั่งประชากรของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐ ที่ต้องแบกรับแรงกดดันจากราคาเชื้อเพลิงที่ขยับสูงขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะราคาเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ ซึ่งส่งผลกระทบชัดเจนต่อต้นทุนการเดินทางของผู้มีรายได้น้อยที่ต้องเดินทางไปกลับระหว่างที่พักย่านชานเมืองกับที่ทำงานในตัวเมือง
ยังไม่มีใครบอกได้ว่า สภาวะราคาน้ำมันที่ขยับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์และเป็นตัวแปรฉุดให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ เช่น ทองคำและพืชผลการเกษตร ปรับสูงตามขึ้นไปด้วย จะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน แต่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เชื่อว่า ยุคที่ราคาน้ำมันโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว และแนวโน้มมีแต่จะสูงขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าปริมาณความต้องการบริโภคน้ำมันทั่วโลกไม่ได้ชะลอตัวลงเลย ขณะที่การค้นพบแหล่งพลังงานใหม่ๆ ก็มีเพียงไม่กี่แหล่ง ฉะนั้นความคาดการณ์ส่วนใหญ่จึงชี้ว่าราคาน้ำมันน่าจะปรับสูงขึ้นไปกว่านี้อีกมาก กระนั้นก็ตาม ส่วนหนึ่งยังคาดหวังว่า เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในสหรัฐอเมริกา หรืออาจจะเป็นเศรษฐกิจจีนด้วย ในปีนี้ น่าจะมีส่วนฉุดให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงมาในอนาคตอันใกล้
รายงานของ เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ระบุว่า ราคาน้ำมันที่ไต่ถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ สร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจอเมริกันที่ได้รับผลกระทบอยู่แล้วจากปัญหาในตลาดสินเชื่อซับไพรม์ รวมถึงราคาอสังหาริมทรัพย์ที่รูดลง และยอดยึดบ้านติดจำนองที่พุ่งสูงขึ้น แม้โดยลำพังปัจจัยราคาน้ำมันจะไม่ทำให้เศรษฐกิจของมหาอำนาจรายนี้เข้าสู่ภาวะถดถอยเหมือนในอดีต เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งแกร่งขึ้นมาก แต่ก็เชื่อว่าบทบาทและอิทธิพลในเวทีเศรษฐกิจโลกจะถดถอยลงไปกว่าที่เคยเป็นมา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศในตะวันออกกลาง อย่างซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งมีรายได้มหาศาลจากรายได้การส่งออกน้ำมัน นอกจากจะมีการนำเงินดังกล่าวไปใช้ในโครงการขนาดใหญ่เพื่อการพัฒนาประเทศแล้ว ยังมีการนำเงินออกไปลงทุนในต่างแดนมากขึ้นอย่างน่าจับตาผ่านทางกองทุนรัฐบาล (sovereign-wealth fund) หรือบรรษัทเพื่อการลงทุนของรัฐบาล
ข้อมูลจากบริษัท แมคคินซีย์ แอนด์ โค. ระบุว่า ปัจจุบันบรรดากองทุนของผู้ส่งออกน้ำมันที่นำเงินรายได้จากน้ำมันมาลงทุนรวมทั้งกองทุนรัฐบาลดังที่กล่าวมา มีสินทรัพย์อยู่ในการบริหารดูแลมูลค่ารวมๆ กันกว่า 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีบรรษัทการลงทุนของยูเออี คือ อาบู ดาบี อินเวสต์เมนต์ ออธอริตี เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในตลาดการเงิน โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ในการบริหารของกองทุนถึง 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีขนาดพอๆ กับธนาคารกลางของประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว
อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของทุนตะวันออกกลางในตลาดการเงินโลกเห็นได้ชัดจากการที่ อาบู ดาบี อินเวสต์เมนต์ ออธอริตี เข้าไปซื้อหุ้นในซิตี้กรุ๊ป ธนาคารใหญ่ของสหรัฐ เป็นมูลค่าถึง 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปลายปีที่ผ่านมาเพื่อช่วยอัดฉีดเงินทุนพยุงสถานะทางการเงินให้กับซิตี้กรุ๊ปที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ ข้อมูลจากบริษัทดีลลอจิก ในกรุงลอนดอน ชี้ว่า แม้กระทั่งก่อนหน้านั้น ทุนจากตะวันออกกลางทั้งจากประเทศบาห์เรน คูเวต โอมาน ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ ยูเออี (ซึ่งรวมถึงบรรษัทการลงทุนอาบูดาบี) ได้ใช้เงินซื้อกิจการในต่างประเทศไปแล้วคิดเป็นมูลค่ารวม 124,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหนึ่งในนั้นที่เป็นตัวอย่างความมุ่งมั่นที่จะขยายบทบาทเข้าไปในตลาดการเงินโลกของกลุ่มทุนอาบูดาบีก็คือข้อตกลงที่ทำกับบริษัทบริหารตลาดหลักทรัพย์นาสแดคของสหรัฐ ซึ่งมีผลทำให้บรรษัทการลงทุนอาบูดาบี ได้ถือหุ้นใหญ่ทั้งในบริษัทบริหารตลาดหลักทรัพย์นาสแดค บริษัทบริหารตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน และบริษัทบริหารตลาดหลักทรัพย์โอเอ็มเอ็กซ์ เอบี ในยุโรป
ล้อมกรอบ
++ความต่างเมื่อเทียบกับวิกฤตราคาน้ำมันในอดีต
แม้ราคาน้ำมันดิบจะขยับขึ้นไปถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลแล้วในวันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมา แต่ก็ยังห่างจากสถิติสูงสุดที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายน พุทธศักราช 2523 เมื่อราคาน้ำมันทะยานขึ้นถึงระดับ 102.81 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันในอดีตและในขณะนี้แม้จะขยับสูงในระดับที่เกือบจะใกล้เคียงกัน แต่เหตุปัจจัยและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจโลกโดยภาพรวมนับว่ามีความแตกต่างกันอยู่มาก
ในด้านเหตุปัจจัยที่มีผลกระชากให้ราคาน้ำมันทะยานสูงขึ้นนั้น ความปั่นป่วนไร้เสถียรภาพในบางประเทศแถบตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ก็ยังคงเป็นเหตุผลหนึ่งตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบัน แต่ตัวแปรด้านอื่นมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่นภาวะปริมาณน้ำมันตึงตัวในอดีตมักจะมีผลมาจากการลดปริมาณการผลิตด้วยเหตุจูงใจทางการเมืองของประเทศผู้ส่งออกและมักจะมีขึ้นเมื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในภาวะซบเซา ตรงข้ามกับภาวะปริมาณน้ำมันตึงตัวในปัจจุบันซึ่งเป็นผลมาจากการที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวอย่างร้อนแรงกระทั่งทำให้ความต้องการบริโภคน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะจากประเทศกำลังพัฒนาซึ่งรวมถึงประเทศในตะวันออกกลางเองด้วย เมื่อช่องห่างระหว่างอุปสงค์และอุปทานน้ำมันแคบเข้ามา ตลาดก็มีความอ่อนไหวมากขึ้นต่อข่าวลือที่เกี่ยวกับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันไม่ว่าจะเป็นข่าวความไม่สงบทางการเมืองหรือความไร้เสถียรภาพทางสังคมก็ตาม
ขณะเดียวกัน ทุกวันนี้ ทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศในโลกตะวันตก ต่างก็มีอิทธิพลเหนือแหล่งพลังงานของโลกน้อยลงกว่าที่เคยเป็นมา มีการค้นพบแหล่งพลังงานใหม่ๆ ที่มีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปริมาณมหาศาลในภูมิภาคต่างๆ ขณะที่รัฐบาลของประเทศซึ่งเป็นแหล่งพลังงานเหล่านั้นต่างก็พยายามกุมสิทธิเหนือแหล่งพลังงานธรรมชาติของตัวเอง ทำให้ทุกวันนี้แหล่งปริมาณน้ำมันราว 3 ใน 4 ของที่มีอยู่ทั้งหมดทั่วโลก ตกอยู่ในการควบคุมดูแลของบริษัทน้ำมันของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ มากกว่าที่จะเป็นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จากโลกตะวันตกเช่นในอดีต
ในส่วนของการบริโภคน้ำมัน ปัจจุบันสหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก กล่าวคือ ทุกๆ 4 บาร์เรลที่มีการผลิตน้ำมันดิบออกมาสู่ตลาดโลกในแต่ละวัน จะมี 1 บาร์เรลป้อนความต้องการบริโภคน้ำมันในสหรัฐอเมริกา และหากคำนวณเฉลี่ยในระดับการบริโภคน้ำมันต่อคนต่อปี ชาวอเมริกันก็ยังเป็นแชมป์ผู้ใช้น้ำมันอันดับ 1 ของโลกอยู่ดี โดยมีอัตราเฉลี่ยการบริโภคน้ำมันมากกว่าชาวอังกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศสมากกว่าสองเท่า และมากกว่าชาวจีนเกือบๆ 13 เท่า อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันมีการพึ่งพาน้ำมันน้อยลงเมื่อเทียบกับในอดีต ดังนั้นนักวิเคราะห์จึงเชื่อว่าแม้ราคาน้ำมันจะทะยานขึ้นไปถึงสถิติสูงสุดเหมือนเมื่อครั้งปี 2522 แรงกดดันที่มีต่อเศรษฐกิจของสหรัฐก็จะไม่รุนแรงเท่ากับที่เคยเกิดขึ้นในยุคดังกล่าว

คำถาม
1. ปัจจุบันประเทศใดยังคงเป็นประเทศผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก
2. ราคาน้ำมันดิบจะขยับขึ้นไปถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลแล้วในวันที่เท่าไรและเดือนอะไร
3. รายงานของ ใคร ระบุว่า ราคาน้ำมันที่ไต่ถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ สร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจ

2552-01-25

จัดทำโดย น.ส. มณฑารพ วงษ์สว่าง 5005106005 FM

โอบามาฉีกหน้าบุชล้มคำสั่งห้ามส่งเงินหนุนทำแท้ง [25 ม.ค. 52 - 04:14]
ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิม ซึ่งห้ามส่งเงินกองทุนรัฐช่วยเหลือองค์กรหรือคลินิกในต่างประเทศทั่วโลก ที่ให้ การช่วยเหลือหรือรับปรึกษาการทำแท้งและวิธีการวางแผนครอบครัวอื่นๆ ที่ ดำเนินมา 8 ปี ภายใต้รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อว่า “นโยบายเม็กซิโกซิตี” เพราะมองว่า “ไม่จำเป็นและบ่อนทำลายการวางแผนครอบครัวในชาติกำลังพัฒนา”
นโยบายดังกล่าวมีออกมาครั้งแรกสมัยประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกนจากพรรครีพับลิกันในปี 2527 จากนั้นมีทั้งใช้และยกเลิกตามแต่ว่ารีพับลิกันหรือเดโมแครต ฝ่ายไหนจะเป็นรัฐบาล และยังเป็นประเด็นทางการเมืองถกเถียงยืดเยื้อจนเกิดการแบ่งขั้วแบ่งข้าง การลงนามของโอบามาสร้างความยินดีให้กับฝ่ายสนับสนุนและองค์กรสิทธิมนุษยชนและสุขอนามัยกว่า 250 แห่งทั่วโลก ที่เห็นว่าช่วยฉีกนโยบายที่ทำให้สตรีและเด็กสาวทั่วโลกเสียชีวิตและบาดเจ็บนับไม่ถ้วน ขณะที่ฝ่ายต่อต้านวิพากษ์วิจารณ์และว่าจะเคลื่อนไหวให้กลับมาใช้ตามเดิม
ขณะเดียวกัน โอบามาต่อสายตรงหารือกษัตริย์อับดุลเลาะห์ แห่งซาอุดีอาระเบีย เรื่องปัญหาตะวันออกกลางและตอกย้ำถึงมิตรภาพที่ดีต่อกัน รวมถึง ร่วมกันปราบปรามก่อการร้ายต่อไป อีกทั้งยังพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี กอร์ดอน บราวน์ แห่งอังกฤษ ถึงสถานการณ์ในกาซา และการแก้ปัญหาข้อขัดแย้งในอัฟกานิสถานถือเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ พร้อมรับปากว่าจะเข้าร่วมประชุมจี 20 ที่ กรุงลอนดอน ช่วงเดือน เม.ย.นี้
นอกจากนี้ โอบามายืนยันกับนายกฯสตีเฟน ฮาร์เปอร์ แห่งแคนาดา ว่าจะไปเยือนแคนาดาเป็นประเทศแรกตามวัฒนธรรมของผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ ส่วนข้อสนทนากับนายบัน กี-มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ส่วนใหญ่ เป็นเรื่องระดับโลก เช่น ภาวะโลกร้อน วิกฤติเศรษฐกิจโลก เป็นต้น.



Q: นโยบาย “เม็กซิโกซิตี้” หมายถึงอะไร
Q: นโยบายดังกล่าวเริ่มตั้งแต่สมัยไหน
Q: โอบามาหารือกับกษัตริย์อับดุลเลาะห์ แห่งซาอุดีอาระเบีย เพื่อแก้ปัญหาอะไร

2552-01-19

นายกฯ เผยมีแผนสำรอง-อาจกู้ตปท.เพิ่มหากมาตรการกระตุ้นศก.ไม่ได้ผล

จัดทำโดย น.ส.ศศิธร ปิ่นวิเศษ 5005106025

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า รัฐบาลเตรียมแผนสำรองหากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในชุดแรกไม่ประสบผลสำเร็จ โดยกระทรวงการคลังได้ เตรียมจัดหาเงินทุนและแหล่งทุนไว้แล้ว ซึ่งการกู้เงินจากต่างประเทศก็เป็นแนวทางหนึ่งที่เป็นไปได้ แต่ทั้การจะนำแผนสำรองดังกล่าวออกมาใช้หรือไม่ต้องขึ้นกับสถานการณ์เป็นหลัก
"เราก็มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบแรก ก็หวังว่าจะทำได้ตั้งแต่ไตรมาส 1,2,3 แต่ก็ไม่มีใครทราบว่าพอถึงไตรมาส 3 สถานการณ์จะเป็นอย่างไร เราก็ต้องมีการเตรียมแผนรองรับไว้ ซึ่ง
กระทรวงการคลังก็เตรียมไว้ทั้งในแง่แหล่งเงินทุนต่างๆ ที่มีความเป็นไปได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้ ต้องดูสถานการณ์"นายกรัฐมนตรี ระบุ
พร้อมย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมพร้อมไว้ เพราะการดำเนินการใดๆ จำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมาท โดยแผนสำรองดังกล่าว นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง จะไปพิจารณาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ต้องปูพื้นฐา นำไปสู่นโยบายระยะกลางและระยะยาวต่ไป
ส่วนจะถึงขั้นต้องกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อนำมาใช้กับแผนสำรองดังกล่าวหรี อไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณาว่าจะใช้ในจำนวนมากน้อยเพียงใด จะถึงระดับแสนล้านบาทอย่างที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตหรือไม่ และคงต้องขึ้นอยู่กับสัดส่วนของหนี้สาธารณะเป็นหลัก
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงโอกาสที่ได้พบปะกับนักลงทุนในวันนี้ว่า รัฐบาลต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน โดยให้คำยืนยันว่าประเทศไทยยังมีความเข้มแข็งเหมือนเดิม และรัฐบาลกำลังเดินหน้าแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยไม่ลืมที่จะมองโอกาสในการพัฒนาประเทศในระยะยาว ซึ่งที่จะพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนคือการทำงานของรัฐบาล

นายอภิสิทธิ์ เชื่อว่าวันนี้นักลงทุนคงจะเห็นได้ถึงความตั้งใจ ตลอดจนแผนงานและทิศทางการทำงานของรัฐบาลที่ชัดเจนมากขึ้น แต่การเรียกความเชื่อมั่นเพียงวันเดียวคงจะไม่พอ รัฐบาลยังจำเป็นต้องเดินสายทำความเข้าใจแก่นานาประเทศต่อไปด้วย


คำถาม
1. กระทรวงใดได็เตรียมจัดหาเงินทุนและแหล่งทุน
2. นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง จะไปพิจารณาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ต้องปูพื้นฐา
นำไปสู่นโยบาย ระยะ
ใด
3. นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงโอกาสที่ได้พบปะกับนักลงทุนว่าอย่างไร

2552-01-11

ธอส.กดดอกเบี้ยต่ำ5%พยุงศก. พาณิชย์เปิดตลาดนัดสร้างงาน

จัดทำโดย น.ส.ธนัชพร จินดามณีโรจน์ 5005106011
ธอส.กดดอกเบี้ยต่ำ5%พยุงศก. พาณิชย์เปิดตลาดนัดสร้างงาน
หน่วยงานรัฐระดมรับมือเศรษฐกิจตกสะเก็ด ธอส.เข็นแพ็คเก็จเงินกู้ซื้อบ้านคิดดอกเบี้ยต่ำกว่า 5% หลังได้เงินเพิ่มทุน 2,000 ล้าน เพิ่มพนักงานเกาะติดหนี้เสีย สั่งสาขารายงานตรงสำนักงานใหญ่ ส่วนลูกค้าที่ตกงาน-ถูกลดเงินเดือนมีเฮ ได้ลดดอกเบี้ย-ยืดหนี้พิจารณารายกรณี ขณะที่ “พาณิชย์” กางแผนสร้างอาชีพคนตกงาน 1 แสนราย-กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการฝึกอบรมทำธุรกิจแฟรนไชส์ เปิดพื้นที่ทั่วประเทศเจาะลึกทุกอำเภอเปิดตลาดนัดจตุจักร
นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลต้องการให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐโดยเฉพาะ ธอส. ในการเป็นแกนนำปล่อยสินเชื่อให้ประชาชนกู้ซื้อบ้านในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งในเร็วๆ นี้คาดว่านายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้มีมมติเพิ่มทุนให้กับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐสองแห่ง คือธนาคารออมสิน และ ธอส. เป็นวงเงิน 5,000 ล้านบาท ซึ่ง ธอส.จะได้เม็ดเงินตามวงเดิมที่รัฐบาลชุดที่แล้วอนุมัติในวงเงิน 2,000 ล้านบาท
“วงเงินที่ได้ถึงแม้จะเป็นจำนวนที่น้อยกว่าที่ ธอส.ต้องการมาก แต่เมื่อได้มาจะทำให้อัตราเงินทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงดีขึ้น และจะต้องมาคำนวณว่า จะนำเงินดังกล่าวจะนำไปรวมกับสภาพคล่องของธนาคารที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 60,000 ล้านบาท เช่น ออกพันธบัตร 3-5 ปี หรือทำอย่างอื่นให้ได้ต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด เพื่อให้สามารถนำเงินมาปล่อยกู้แก่ประชาชนในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 5% ได้”
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย 3 สมาคมหลักคือสมาคมอาคารชุดไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมรับสร้างบ้านและสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย เพื่อสอบถามถึงความต้องการ รวมถึงปัญหา เพื่อนำมากำหนดมาตรการในการให้ความช่วยเหลือภาคธุรกิจอสังหาฯครอบคลุมทั้งระบบ ทั้งบ้านหลังแรกและบ้านมือสอง ส่วนในวันนี้ (12 ม.ค.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเรียกคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจเข้าร่วมหารือ
สำหรับการดำเนินงานของ ธอส. ในปีนี้จะปรับลดเป้าหมายการดำเนินงานลงจากปีที่ผ่านมา ตามอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตไม่เกิน 2% โดยเป้าหมายการปล่อยกู้ลงเหลือ 7.5 หมื่นล้าน น้อยลงจากสิ้นปีที่ผ่านมาปล่อยกู้ได้ 8.1 หมื่นล้านบาท แต่หากมีความต้องการก็พร้อมจะปล่อยกู้ เพราะมีสภาพคล่องที่เหลือเพียงพอ
นอกจากนี้ ธอส. ยังจับตามปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เป็นพิเศษ โดยเฉพาะในกลุ่มของลูกค้าสวัสดิการที่หักค่างวดผ่อนชำระสินเชื่อบ้านจากเงินเดือนโดยตรง โดยทำการแบ่งประเภทตามกลุ่มธุรกิจ เช่น ภาคการผลิต ชิ้นส่วนรถยนต์ ท่องเที่ยว รวมทั้งหน่วยงานราชการ เป็นต้น ซึ่งมีสัดส่วน 60% ของพอร์ตลูกค้าทั้งหมด
อีกทั้งยังได้ให้ความสำคัญกับการติดตามหนี้เป็นพิเศษ โดยเพิ่มพนักงานในส่วนของแบดแบงก์ และให้แต่ละสาขารายงานปัญหาหนี้เอ็นพีแอลของลูกค้าขึ้นตรงต่อสำนักงานใหญ่ จากเดิมจะรายงานต่อผู้จัดการแต่ละสาขา และเป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วง 4 เดือนหลัง ปี 51 นั้นจำนวนเอ็นพีแอลของธอส.ลดลงมากคือประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งอาจมาจากการปรับมาคิดเอ็นพีแอลแบบขั้นบันใดเริ่มเข้าที่เข้าทาง
ส่วนมาตรการที่ ธอส.จะนำมาใช้ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวจนส่งผลกระทบต่อรายได้ของลูกค้าธนาคารนั้น จะให้การพิจารณาเป็นรายกรณีไป ขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นจริงของลูกค้า อาทิ ลูกค้าที่ถูกเลิกจ้างหรือถูกลดเงินเดือน ลดเวลาการทำงาน ไม่มีเงินผ่อนชำระค่างวดตามที่กำหนดไว้เดิม ธอส.จะไม่ยึดบ้านโดยทันแต่อาจจะให้ผ่อนชำระตามกำลังรายได้ที่แท้จริง โดยใช้มาตรการเช่น ลดดอกเบี้ย กรณีที่ลูกค้าได้ผ่อนชำระมาแล้วหลายปีอาจทำการยืดระยะเวลาผ่อนออกไปเพื่อให้ค่างวดรายเดือนน้อยลง
สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเชื่อว่าจะเป็นช่วงขาลง โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดลดลงดอกเบี้ยอีกประมาณ 0.75-1%จนดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.75% หรือ 1% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.75% ซึ่งผู้ที่ต้องการของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยควรเลือกแพ็คเกจอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เอ็มอาร์อาร์ลบ ในช่วงแรกเพราะจะได้รับประโยชน์จากการลดลงของดอกเบี้ย แต่หากเป็นอัตราดอกเบี้ยช่วงขาขึ้นควรเลือกอัตราดอกเบี้ยคงที่เพื่อให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายไม่ต้องปรับขึ้นตามภาวะตลาดได้
***“พาณิชย์” ลุยสร้างอาชีพคนตกงาน
นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจที่มีการประเมินว่าจะมีนตกงานขั้นต่ำ 1 ล้านคน และขั้นสูง 2 ล้านคนในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ว่า ได้ตั้งเป้าหมายในการช่วยเหลือผู้ตกงานประมาณ 1 แสนคนให้มีงานทำ มีอาชีพ ในการเลี้ยงชีพ โดยจะช่วยฝึก ช่วยสอน ช่วยอบรม ให้เป็นผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่วงการธุรกิจ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาคนตกงาน และยังช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้ ซึ่งจะของบประมาณจำนวน 1,200 ล้านบาทจากงบประมาณกลางปี
ทั้งนี้ แนวทางแรกจะดำเนินการ ได้แยกออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกจะเปิดรับสมัครผู้ประกอบการหน้าใหม่ ตั้งเป้าไว้จำนวน 8 หมื่นราย โดยการเชื่อมโยงผู้ที่สนใจทำธุรกิจกับเจ้าของแฟรนไชส์ต่างๆ ซึ่งขณะนี้มีธุรกิจหลากหลายมากที่ผ่านการฝึกอบรมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหลายๆ รายก็ประสบความสำเร็จทั้งในและต่างประเทศ และหากตกลงกันได้แล้ว ก็จะขอให้พันธมิตร ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน โดยเบื้องต้นจะมีธนาคารออมสิน และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย มาช่วยปล่อยกู้
“เราจะไปคุยกับเจ้าของแฟรนไชส์ว่าในสถานการณ์เศรษฐกิจเช่นนี้ เราต้องช่วยกัน ค่าแฟรนไชส์ที่เคยเรียกเก็บเต็มราคา ก็ขอให้ลดลงครึ่งนึง เช่น จาก 3 หมื่นบาท เหลือ 1.5 หมื่นบาท แล้วคนที่จะทำธุรกิจโดยซื้อแฟรนไชส์ เราก็จะขอให้แบงก์ปล่อยกู้เป็นเงินทุนไปซื้อแฟรนไชส์ ซึ่งจะให้รายละ 2 หมื่นบาท ซึ่งจะช่วยให้มีธุรกิจเกิดใหม่อีกจำนวนมาก”นายอลงกรณ์กล่าว
ผลที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการ จะช่วยให้ระบบธุรกิจแฟรนไชส์มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น ธุรกิจเกี่ยวเนื่องจะขยายตัวตามไปด้วย เช่น หากเป็นสินค้าอาหาร สินค้าที่เป็นวัตถุดิบทั้งเนื้อสัตว์ ผัก ก็จะมีความต้องการใช้มากขึ้น เกษตรกรก็จะได้รับผลดีจากการขายสินค้าได้ในราคาที่ดีขึ้น
นายอลงกรณ์กล่าวว่า ส่วนที่ 2 จะพัฒนาให้เกิดผู้ประกอบการรายย่อยในจังหวัดต่างๆ ตั้งเป้าไว้จำนวน 2 หมื่นราย โดยมีรูปแบบดำเนินการ 3 รูปแบบ คือ จะพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นไนท์พลาซ่า แล้วเชื่อมโยงการค้ากับการท่องเที่ยว โครงการจตุจักร วอกกิ่ง สตรีท และจตุจักร ลานคนเดิน โดยจะยึดคอนเซ็ปต์ตลาดนัดจตุจักร และจะจัดให้มีใน 75 จังหวัดทั่วประเทศ โดยสินค้าที่จะนำมาขาย จะเป็นสินค้าจากผู้ส่งออกที่มีปัญหาเรื่องคำสั่งซื้อชะลอตัว มาจัดจำหน่าย เพื่อให้คนไทยได้ใช้สินค้าส่งออกที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับโลก แต่ราคาถูก
“จะจัดทั้งหมด 1 พันจุดทั่วประเทศ สรุปคือจะมีอำเภอละจุด และเมืองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวจะมีมากหน่อย แล้วเราจะรับสมัครคนว่างงานประมาณ 2 หมื่นคน ให้เข้ามาขายสินค้าในพื้นที่ๆ เราได้เลือกไว้ ซึ่งจะช่วยทำให้คนมีงานทำ และช่วยให้ประชาชนลดค่าครองชีพอีก”นายอลงกรณ์กล่าว
นายอลงกรณ์กล่าวว่า ยังได้ขอให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปรับรูปแบบการศูนย์ให้คำปรึกษาธุรกิจ เป็นศูนย์พัฒนาธุรกิจแทน เพื่อให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ต้องการจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หรือคนตกงาน ที่อยากจะทำธุรกิจ โดยสามารถเข้ามาขอรับคำปรึกษาได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งจะมีคำแนะนำและแนวทางในการทำธุรกิจต่างๆ มากมาย
นอกจากนี้ ยังจะได้เปิดคลีนิกให้คำปรึกษาในการทำธุรกิจในพื้นที่สำคัญ เช่น ตลาดนัดจตุจักร และในจังหวัดสำคัญๆ ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคต่างๆ ด้วย เพื่อรับมือกับปัญหาคนตกงานที่ต้องการจะทำธุรกิจให้ครอบคลุมทั้งประเทศ
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า กระทรวงฯ จะของบประมาณจากงบกลางปี 1 แสนล้านบาท จำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท แยกเป็น 3 พันล้านบาท สำหรับจัดทำโครงการกระตุ้นการส่งออก และอีก 9 พันล้านบาท เป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งการแก้ไขปัญหาคนตกงาน การช่วยเหลือสินค้าเกษตร และช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับประชาชน

คำถาม
1.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือใคร
2. นายอลงกรณ์ จะพัฒนาให้เกิดผู้ประกอบการรายย่อยในจังหวัดต่างๆ ตั้งเป้าไว้จำนวน 2 หมื่นราย โดยกี่มีรูปแบบ อะไรบ้าง
3.นายอลงกรณ์ พลบุตร คือใคร

2552-01-05

เรื่อง " สหพัฒน์ " อ้าแขนรับคนตกงานปีวัว จัดทำโดย นางสาวเปรมวดี เตชะพงศ์ประเสริฐ 5005106021

" สหพัฒน์ " อ้าแขนรับคนตกงานปีวัว

นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศ เปิดเผยว่า ในปี 52 สหพัฒน์จะเปิดรับสมัครพนักงานใหม่รวมกว่า 1,000 คน ในกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ รองเท้า และค้าปลีก ที่ยังขาดแคลนแรงงานใหม่จำนวนมาก และกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวมีคำสั่งซื้อสินค้าจาก กลุ่มยุโรปและสหรัฐสูงมาก เนื่องจากประเทศดังกล่าวได้ชะลอสั่งซื้อสินค้าจากจีนที่มีปัญหาคุณภาพสินค้า ดังนั้น บริษัทจึงขอยืนยันว่า จะไม่มีแผนปลดพนักงานในเครือสหพัฒน์ทั้งหมดที่มีอยู่กว่า 100,000 คน อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ เห็นว่าปัญหาการว่างงานในประเทศไทยไม่น่ากลัวอย่างที่หลายฝ่ายคาด ไว้ ที่ระบุว่าในปี 52 อาจมีคนตกงานใหม่กว่า 1 ล้านคน เนื่องจากมีหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานที่มีฝีมืออยู่ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ ค้าปลีก และโรงงานตัดเย็บ ดังนั้น ภาครัฐควรหาทางผลักดันแรงงานที่ตกงานอยู่จำนวนมาก ให้หาตำแหน่งงานใหม่ได้ โดยจัดสำรวจความต้องการแรงงานในพื้นที่ต่าง ๆ และหาทางผลักดันหรือโยกย้ายให้แรงงานเคลื่อนย้ายเข้าสู่จังหวัดที่ยังต้องการแรงงานอีกจำนวนมาก เพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน

สำหรับ แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 52 นั้น มองว่า ไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งดีอยู่ และไม่น่ากังวลมากแต่อย่างใด เพราะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ คาดว่าจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจได้


ที่มา http://www.dailynews.co.th/

คำถาม

1. ใครเป็นประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล

2. กลุ่มแรงงานที่ยังขาดแคลนในปี 2552 คือกลุ่มใด

3. แนวโน้มในปี 2552 จะเป็นอย่างไร

2552-01-03

จับตาส่งออกปี52 อัศวินตกหลังม้า

จัดทำบทความโดย 5005106017 นางสาวจตุพร ญาณนิธิกุล

จับตาส่งออกปี52 อัศวินตกหลังม้า วัดฝีมือ 'โอบามาร์ค'ผ่าแผนกู้วิกฤต
ฉลู 2552 แหล่งรายได้ใหญ่ของประเทศอย่างการส่งออก ถูกจับตามองว่าจะเข้าสู่ภาวะถดถอย และกลายเป็นชนวนสำคัญให้เศรษฐกิจไทยต้องล้มพับตามวิกฤติเศรษฐกิจโลกไปด้วย เนื่องเพราะ 2 ใน 3 ของรายได้ประเทศ พึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลัก แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือวันนี้ขนาดยังไม่พ้นเดือนข้ามปีดี สัญญาณอันน่าสะพรึงกลัว กลับคืบคลานมาเร็วและแรงกว่าที่คิด เพียงเดือน พ.ย. 51 ยอดส่งออกกลับติดลบสูงสุดเป็นประวัติการณ์แล้วถึง 18.6%


ส่องกล้องมอง
ย้อนภาพไปปี 51 ภาคการส่งออกถือเป็นพระเอกหนึ่งเดียว ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ ท่ามกลางปัจจัยตัวอื่นจากภาคลงทุน การท่องเที่ยว กระทั่งการบริโภคภายในประเทศที่หยุดชะงัก โดยกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่าการส่งออกปี 51 จะมีมูลค่าประมาณ 170,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 18% เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 12.5% แม้ปีนี้จะโอเค แต่ปีหน้าหากจะฝากความหวังไว้ที่ภาคส่งออกต่อ อาจ ไม่ใช่งานง่าย เพราะแรงกดดันจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก และความวุ่นวายทางการเมืองของไทยรุนแรงกว่าที่คิดมากนัก เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้หนัก หน่วง และแตกต่างจากสมัยต้มยำกุ้งปี 40 มาก เพราะปัญหาเมื่อ 10 ปีก่อน มีต้นตอจากเศรษฐกิจภายในไทยเอง ขณะที่ประเทศคู่ค้าทั้งสหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่นไม่ได้รับผลกระทบ และมีกำลังซื้อที่ดีอยู่ ทำให้การส่งออกขยายตัวมากและช่วยกอบกู้เศรษฐกิจประเทศให้ฟื้นจากวิกฤติได้อย่างรวดเร็ว ต่างจากครั้งนี้ที่ปัญหาเกิดขึ้นจากภายนอก และเกิดกับคู่ค้ารายใหญ่ของไทยทั้งนั้น ทำให้การส่งออกเกิดปัญหาทันที เพราะไม่มีผู้ซื้อสินค้า ประมาณการจากปราชญ์เศรษฐกิจหลายสำนักทั้งฟันธง และคอนเฟิร์มว่าการส่งออกปี 52 น่าเป็นห่วงมาก โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าอย่างเก่งการส่งออกไทยคงขยายตัวได้ 0-1% เท่านั้น ด้านศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองอย่างแง่บวกว่าจะอาจโตได้ 3-6% ส่วนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่าจะโตเหลือ 4.4% ฟากศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดจะขยายตัว 2-3% แต่ที่เลวร้ายสุดเห็นจะเป็น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่อัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลกทำให้ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงที่จะขาดทุน การเข้มงวดมาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้นในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม เช่น สหรัฐใช้มาตรการกีดกันกุ้งไทย ออสเตรเลียระบุให้ไทยเป็นพื้นที่เสี่ยงโรคระบาดในกุ้ง หรือจะเป็นปัญหาขาดสภาพคล่องของผู้ประกอบการ ที่เวลานี้ผู้ประกอบการว่า 70% ร้องว่าฝืดอย่างหนัก เพราะคู่ค้าต่างชะลอการจ่ายเงิน ยืดเครดิตออกไป ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็ไม่สามารถหาทุนมาเสริมสภาพคล่องได้ เพราะธนาคารพาณิชย์ไม่กล้าปล่อยกู้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่รัฐจำเป็นต้องหามาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งรีบ

ปัจจัยบวก
แต่ใช่ว่าจะมีเรื่องบั่นทอนกำลังใจกันอย่างเดียว ปัจจัยเกื้อหนุนการส่งออกปี 52 ยังมีให้เห็นเป็นความหวังเล็กน้อยอยู่ อันดับแรก ผลจากที่หลายประเทศออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลก ช่วงปลายปี 51 ต่อเนื่องต้นปี 52 โดยเฉพาะการอัดเงินเข้าระบบ 1 ล้านล้านเหรียญ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในของพี่ใหญ่ สหรัฐอเมริกา จะส่งผลเชิงบวกให้เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวได้ในครึ่งปีหลัง 52 ตามไปด้วย ซึ่งหมายถึงว่ากำลังซื้อจากทั่วโลก กำลังจะกลับมาอีกครั้งด้วย แม้ครึ่งปีแรกอาจต้องอดทนยอมรับความลำบากก็ตาม ต่อมาคือแรงกดดันจากเรื่องต้นทุนการผลิต การขนส่งที่หายไป เพราะราคาน้ำมันดิบลดลงแล้ว และไม่มีแนวโน้มสูงขึ้นตลอดปี 52 โดยสำนักงานคณะกรรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินราคาน้ำมันดิบจะอยู่ที่ 60-65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สอดคล้องกับกระทรวงพาณิชย์ ที่คาดว่าจะทรงตัว 60-70 เหรียญสหรัฐ ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการดูแลต้นทุนและแข่งขันได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ไทยยังได้รับผลดีจากการเปิดเสรีการค้า (เอฟทีเอ) ในหลายมิติ ทั้งทวิภาคี พหุภาคี ทำให้สินค้าไทยได้เปรียบ เสียภาษีลดลง หรือไม่ต้องเสียภาษีเลย อีกหนึ่งปัจจัยบวกที่สำคัญคือ ความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรและอาหารในทั่วโลกยังเพิ่มต่อเนื่อง ซึ่งเป็นข่าวดีต่อไทยมาก เพราะไทยถือเป็นเมืองกสิกรรม ผลิตอาหารได้มหาศาล โดย ราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก มองว่า “โชคดีของไทย ที่สินค้าส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่เป็นของจำเป็นต้องกิน ต้องใช้ อาหาร สินค้าเกษตรไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย แม้เศรษฐกิจโลกไม่ดี แต่คนก็ยังต้องบริโภคเพิ่มอยู่ จึงเชื่อว่าสินค้าเกษตรจะขยายตัวได้ และช่วยอุ้มส่งออกโดยรวมได้มาก” แถมโชคดีชั้นสองของไทย ที่ตามมาก็คือ อานิสงส์จากปัญหาสารเมลามีนปนเปื้อนผลิตภัณฑ์อาหารของจีน ที่ถือเป็นคู่แข่งขันสำคัญของไทย ทำให้หลายประเทศเริ่มหันมาสั่งซื้อสินค้าไทยแทนจีนแล้ว เพราะมีความปลอดภัยกว่า ส่งผลให้ปีหน้าสินค้ากลุ่มอาหาร และสินค้าเกษตรจะกลายเป็นตัวชูโรง ขับเคลื่อนการส่งออกไทยให้เดินหน้าต่อได้ โดยกระทรวงพาณิชย์วางให้แผนผลักดันสินค้าเกษตร เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของการฝ่าวิกฤติส่งออกนี้ โดยตั้งเป้าหมายว่าปี 52 สัดส่วนการส่งออกหมวดสินค้าอาหารและเกษตร จะเพิ่มเป็น 19% จากเดิมที่มี 17% ของภาพการส่งออกรวม ซึ่งจะช่วยรายได้ และสร้างงานอีกมหาศาลให้คนไทย เพราะยุทธศาสตร์ต่อมาที่กระทรวงพาณิชย์มุ่งใช้คือ การรักษาตลาดเดิม และขยายตลาดใหม่ สำหรับตลาดใหม่ที่เน้นส่งเสริมเป็นพิเศษ เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกน้อย โดยเฉพาะอาเซียน จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก และแอฟริกา เพื่อเพิ่มสัดส่วนส่งออก และมูลค่าการค้าเป็น 67% มาก ขึ้นจากปี 51 ที่มีสัดส่วน 65.3% ผ่านการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดหลายรูปแบบ เช่น โรดโชว์ เทรดโชว์ การร่วมมือของภาคเอกชนรวม 318 โครงการ เพื่อชดเชยตลาดหลักที่ได้รับผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจมาก ขณะที่ตลาดสหรัฐ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกโดยตรง และมีสัดส่วนของการส่งออกถึง 34.7% จะเน้นแค่รักษาฐานส่งออกเดิมไว้ก่อน และหาเป้าหมายผู้ซื้อใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง ด้วยสินค้าส่งออกคุณภาพ รูปแบบดี เพราะกลุ่มคนรวยในประเทศเหล่านี้ยังมีกำลังซื้อดีอยู่ พร้อมกับสนับสนุนให้เอกชนเข้าไปติดต่อส่งสินค้าถึงเป้าหมาย ห้างสรรพสินค้า ตัวแทนการขายโดยตรง พร้อมจัดกิจกรรมกระตุ้นในพื้นที่เป้าหมายอีก 173 โครงการ ขณะเดียวกัน เร่งส่งเสริมให้ธุรกิจบริการ เป็นแกนนำหารายได้เข้าประเทศเพิ่ม เพราะอุตสาหกรรมนี้มีขนาดใหญ่สร้างงานทางตรงได้ 1 ล้านคน ทางอ้อมอีก 20 ล้านคน ที่สำคัญสร้าง เงินหมุนเวียนสูงถึง 500,000 ล้านบาทต่อปี หากผลักดันดีจะช่วยชดเชยรายได้จากการขายสินค้าที่ขาดหายไปมาก สำหรับบริการที่เร่งผลักดันให้โกอินเตอร์ เช่น ร้านอาหารไทย ธุรกิจบันเทิงภาพยนตร์ การศึกษา สปาและโรงพยาบาล รวมทั้งธุรกิจแฟรนไชส์ ออกแบบก่อสร้าง อู่ซ่อมรถ บริการผ่านอินเทอร์เน็ต โดยมีแผนงานส่งเสริมทั่วโลก 102 โครงการ

แรงขับเคลื่อนจากรัฐบาลใหม่
หันไปดูแรงขับเคลื่อนจากภาคการเมือง รัฐบาลชุดใหม่ พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ให้คำมั่นสัญญาว่า จะช่วยประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องให้กับผู้ส่งออก ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงการคลัง และสถาบันการเงิน เพื่อตอบสนองสินเชื่อให้กับผู้ส่งออก รวมทั้งช่วยหาตลาดใหม่ ๆ ให้มากที่สุด พร้อมกับจัดเวิร์กช็อปใหญ่ร่วมกับเอกชน 20 กลุ่ม ในวันที่ 9 ม.ค.นี้ ขณะที่กระบี่มือสอง อลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ มีแผนว่า จะผลักดันการส่งออกให้ถึง 5% ด้วยการเตรียมขออนุมัติงบ 1,000 ล้านบาท จากงบประมาณกลาง 1 แสนล้านบาท มาจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการค้าเพิ่มเติมอีก 50 แห่ง โดยเน้นในตลาดใหม่ เช่น แอฟริกา ตะวันออกกลาง รัสเซีย และกลุ่มประเทศซีไอเอส เพิ่มจากเดิมที่มีสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศแล้ว 60 แห่ง ขณะเดียวกันจะหาทางเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ส่งออก ด้วยการเสนอให้จัดทำแพ็กกิ้ง เครดิต วงเงิน 10,000 ล้านบาท ให้ธนาคารพาณิชย์ร่วมสนับสนุนปล่อยกู้แก่เอกชนไทย เพื่อนำไปทำการค้าการลงทุน และให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ตั้งเงินกู้อีก 5,000 ล้านบาท เพื่อใช้ประกันความเสี่ยงแก่ผู้ส่งออก แต่โปรเจคท์ทั้งหมดต้องรอดูว่าจะทำได้จริง หรือเป็นแค่โปรเจคท์ขายฝันของนักการเมืองทั่วไป

ข้อเสนอ-ทางรอด
ทรรศนะจากผู้ใหญ่ในวงการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก และข้อเสนอในการเอาตัวรอด นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย มองว่า เศรษฐกิจไทยฝากไว้กับการส่งออก ซึ่งต้องดูว่าตลาดส่งออกหลักอย่างสหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วน 1 ใน 3 จะเป็นอย่างไร หากแย่ภาพรวมคงแย่ โดยสินค้าที่ได้รับผลกระทบ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอ นิกส์ สินค้าไอที ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักรกล เพราะแหล่งผลิตส่วนใหญ่เป็นบริษัทลงทุนข้ามชาติจากสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ขณะที่สินค้าที่เป็นของคนไทยและใช้วัตถุดิบในประเทศมาก เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ปลาทูน่ากระป๋อง เฟอร์นิเจอร์ ชิ้นส่วนรถยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ แผงวงจรไฟฟ้า ก็จะได้รับผลกระทบเช่นกันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ดังนั้นผู้ส่งออกต้องปรับตัว รับมือกับสภาพคล่องตึงตัวจากการที่ผู้ซื้อไม่ชำระค่าสินค้า อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน ด้วยการทำประกันการส่งออก การดูแลระดับการผลิต การลดสินค้าคงคลัง การถือหนังสือรับรองเครดิต (แอลซี) ให้สั้นลง และรัฐบาลต้องช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เช่น ลด ภาษีเงินได้นิติบุคคล ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย บริหาร จัดการอัตราแลก เปลี่ยนให้ยืด หยุ่นมากกว่านี้ อย่างเกาหลีใต้ ค่าเงินวอนลดค่า 30% ออสเตรเลียค่าเงินลดลงไป 30% ต่างจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงไม่ถึง 3% สันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า การส่งออกคงไม่เติบโต แต่ไม่ลดลงจากปี 51 ดังนั้น ผู้ส่งออกต้องใช้กลยุทธ์หลากหลาย แข่งขันช่วงชิงลูกค้า เพราะเวลานี้ตลาดใหม่ทุกประเทศก็มุ่งเข้าเจาะตลาดเหมือนกับไทย ดังนั้นรัฐบาลจะต้องไขลาน เดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ ด้านรองประธานกรรมการหอการค้าไทย พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล กล่าวว่า ภาพการส่งออกปี 52 จะติดลบและไม่ขยายตัวเลย เพราะได้รับ ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกถดถอย และกำลังซื้อลดลง ประกอบกับความเชื่อมั่นของลูกค้าที่จะสั่งซื้อสินค้าไทยหายไปจากการปิดสนามบิน ทำให้คำสั่งซื้อในไตรมาสแรกปี 52 แทบไม่เหลือ แต่หากเศรษฐกิจของสหรัฐ ฟื้นตัวได้จะทำให้เศรษฐกิจประเทศอื่น ๆ ฟื้นตัวตาม และในไตรมาส 3 และ 4 ของปี 52 อาจเห็นการส่งออกไทยกลับเป็นบวกอีกครั้ง ส่วนมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ จะต้องพยายามช่วยผู้ส่งออกหาตลาดใหม่ เพื่อทดแทนกำลังซื้อในตลาดหลักที่หดตัว แต่เป็นเรื่องยาก และต้องอาศัยเวลามาก กว่าจะเชื่อมั่นกัน ยิ่งการเมืองไทยมีปัญหาภายในบ่อย ก็ยิ่งทำให้ลำบากขึ้นอีก
เห็นได้ว่าปีวัวนี้ อัศวินขี่ม้าขาวของเศรษฐกิจไทยอย่างภาคการส่งออก กำลังเสี่ยงตกม้าตาย เป็นการบ้านสำคัญให้รัฐต้องเร่งแก้โดยด่วน เพราะหากส่งออกล้มครืนขึ้นมา คงมีปัญหาไล่หลังมาอีกมากมาย ทั้งโรงงานปิดกิจการ คนตกงาน นักศึกษาว่างงาน รวมถึงปัญหาสังคม อาชญากรรม ถือเป็นเผือกร้อนที่จะวัดฝีมือ บริหารงานของรัฐบาลมาร์ค-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าจะลบคำสบประมาทว่า รัฐบาลมือใหม่หัดขับได้หรือไม่.

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=186773&NewsType=1&Template=1
คำถาม
ข้อ1. วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้แย่กว่าสมัยต้มยำกุ้งปี 40 อย่างไร
ข้อ2. สศช. ประเมินราคาน้ำมันดิบเท่าไรและมีผลต่ผู้ประกอบการอย่างไร
ข้อ3. รองประธานกรรมการหอการค้าไทย พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล คาดการณ์ว่าการส่งออกปี 52 จะเป็นอย่างไร เพราะอะไร


2551-12-14

เศรษฐกิจพอเพียง

จัดทำโดย 5005106008
นางสาว ปารวรรณ จันทร์เนตร

เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง
ด้วยการศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ ว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์นั้นเป็นอย่างไร สามารถนำไปปฏิบัติได้ในส่วนของตนเองหรือไม่ ซึ่งยังคงยึดแนวทางที่ให้ประชาชนเลือกการพัฒนาด้วยตนเอง ที่ว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าพระราชหฤทัยในความเป็นไปของเมืองไทยและคนไทยอย่างลึกซึ้งและกว้างไกล ได้ทรงวางรากฐานในการพัฒนาชนบท และช่วยเหลือประชาชนให้สามารถพึ่งตนเองได้มีความ " พออยู่พอกิน" และมีความอิสระที่จะอยู่ได้โดยไม่ต้องติดยึดอยู่กับเทคโนโลยีและความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัฒน์ ทรงวิเคราะห์ว่าหากประชาชนพึ่งตนเองได้แล้วก็จะมีส่วนช่วยเหลือเสริมสร้างประเทศชาติโดยส่วนรวมได้ในที่สุด พระราชดำรัสที่สะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ในการสร้างความเข้มแข็งในตนเองของประชาชนและสามารถทำมาหากินให้พออยู่พอกินได้ ดังนี้
"….ในการสร้างถนน สร้างชลประทานให้ประชาชนใช้นั้น จะต้องช่วยประชาชนในทางบุคคลหรือพัฒนาให้บุคคลมีความรู้และอนามัยแข็งแรง ด้วยการให้การศึกษาและการรักษาอนามัย เพื่อให้ประชาชนในท้องที่สามารถทำการเกษตรได้ และค้าขายได้…"
ในสภาวการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเกิดความถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงขึ้นนี้จึงทำให้เกิดความเข้าใจได้ชัดเจนในแนวพระราชดำริของ "เศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งได้ทรงคิดและตระหนักมาช้านาน เพราะหากเราไม่ไปพี่งพา ยึดติดอยู่กับกระแสจากภายนอกมากเกินไป จนได้ครอบงำความคิดในลักษณะดั้งเดิมแบบไทยๆไปหมด มีแต่ความทะเยอทะยานบนรากฐานที่ไม่มั่นคงเหมือนลักษณะฟองสบู่ วิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้อาจไม่เกิดขึ้น หรือไม่หนักหนาสาหัสจนเกิดความเดือดร้อนกันถ้วนทั่วเช่นนี้ ดังนั้น "เศรษฐกิจพอเพียง" จึงได้สื่อความหมาย ความสำคัญในฐานะเป็นหลักการสังคมที่พึงยึดถือ
ในทางปฏิบัติจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงคือ การฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น เศรษฐกิจพอเพียงเป็นทั้งหลักการและกระบวนการทางสังคม ตั้งแต่ขั้นฟื้นฟูและขยายเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน เป็นการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตและบริโภคอย่างพออยู่พอกินขึ้นไปถึงขั้นแปรรูปอุตสาหกรรมครัวเรือน สร้างอาชีพและทักษะวิชาการที่หลากหลายเกิดตลาดซื้อขาย สะสมทุน ฯลฯ บนพื้นฐานเครือข่ายเศรษฐกิจชุมชนนี้ เศรษฐกิจของ 3 ชาติ จะพัฒนาขึ้นมาอย่างมั่นคงทั้งในด้านกำลังทุนและตลาดภายในประเทศ รวมทั้งเทคโนโลยีซึ่งจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาจากฐานทรัพยากรและภูมิปัญญาที่มีอยู่ภายในชาติ และทั้งที่จะพึงคัดสรรเรียนรู้จากโลกภายนอก
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจที่พอเพียงกับตัวเอง ทำให้อยู่ได้ ไม่ต้องเดือดร้อน มีสิ่งจำเป็นที่ทำได้โดยตัวเองไม่ต้องแข่งขันกับใคร และมีเหลือเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ไม่มี อันนำไปสู่การแลกเปลี่ยนในชุมชน และขยายไปจนสามารถที่จะเป็นสินค้าส่งออก เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจระบบเปิดที่เริ่มจากตนเองและความร่วมมือ วิธีการเช่นนี้จะดึงศักยภาพของ ประชากรออกมาสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว ซึ่งมีความผู้พันกับ “จิตวิญญาณ” คือ “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” ในระบบเศรษฐกิจพอเพียงจะจัดลำดับความสำคัญของ “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” มูลค่านั้นขาดจิตวิญญาณ เพราะเป็นเศรษฐกิจภาคการเงิน ที่เน้นที่จะตอบสนองต่อความต้องการที่ไม่จำกัดซึ่งไร้ขอบเขต ถ้าไม่สามารถควบคุมได้การใช้ทรัพยากรอย่างทำลายล้างจะรวดเร็วขึ้นและปัญหาจะตามมา เป็นการบริโภคที่ก่อให้เกิดความทุกข์หรือพาไปหาความทุกข์ และจะไม่มีโอกาสบรรลุวัตถุประสงค์ในการบริโภค ที่จะก่อให้ความพอใจและความสุข (Maximization of Satisfaction) ผู้บริโภคต้องใช้หลักขาดทุนคือกำไร (Our loss is our gain) อย่างนี้จะควบคุมความต้องการที่ไม่จำกัดได้ และสามารถจะลดความต้องการลงมาได้ ก่อให้เกิดความพอใจและความสุขเท่ากับได้ตระหนักในเรื่อง “คุณค่า” จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ ไม่ต้องไปหาวิธีทำลายทรัพยากรเพื่อให้เกิดรายได้มาจัดสรรสิ่งที่เป็น “ความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุด” และขจัดความสำคัญของ “เงิน” ในรูปรายได้ที่เป็นตัวกำหนดการบริโภคลงได้ระดับหนึ่ง แล้วยังเป็นตัวแปรที่ไปลดภาระของกลไกของตลาดและการพึ่งพิงกลไกของตลาด ซึ่งบุคคลโดยทั่วไปไม่สามารถจะควบคุมได้ รวมทั้งได้มีส่วนในการป้องกันการบริโภคเลียนแบบ (Demonstration Effects) จะไม่ทำให้เกิดการสูญเสีย จะทำให้ไม่เกิดการบริโภคเกิน (Over Consumption) ซึ่งก่อให้เกิดสภาพเศรษฐกิจดี สังคมไม่มีปัญหา การพัฒนายั่งยืน การบริโภคที่ฉลาดดังกล่าวจะช่วยป้องกันการขาดแคลน แม้จะไม่ร่ำรวยรวดเร็ว แต่ในยามปกติก็จะทำให้ร่ำรวยมากขึ้น ในยามทุกข์ภัยก็ไม่ขาดแคลน และสามารถจะฟื้นตัวได้เร็วกว่า โดยไม่ต้องหวังความช่วยเหลือจากผู้อื่นมากเกินไป เพราะฉะนั้นความพอมีพอกินจะสามารถอุ้มชูตัวได้ ทำให้เกิดความเข้มแข็ง และความพอเพียงนั้นไม่ได้หมายความว่า ทุกครอบครัวต้องผลิตอาหารของตัวเอง จะต้องทอผ้าใส่เอง แต่มีการแลกเปลี่ยนกันได้ระหว่างหมู่บ้าน เมือง และแม้กระทั่งระหว่างประเทศ ที่สำคัญคือการบริโภคนั้นจะทำให้เกิดความรู้ที่จะอยู่ร่วมกับระบบ รักธรรมชาติ ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง เพราะไม่ต้องทิ้งถิ่นไปหางานทำ เพื่อหารายได้มาเพื่อการบริโภคที่ไม่เพียงพอ ประเทศไทยอุดมไปด้วยทรัพยากรและยังมีพอสำหรับประชาชนไทยถ้ามีการจัดสรรที่ดี โดยยึด " คุณค่า " มากกว่า " มูลค่า " ยึดความสัมพันธ์ของ “บุคคล” กับ “ระบบ” และปรับความต้องการที่ไม่จำกัดลงมาให้ได้ตามหลักขาดทุนเพื่อกำไร และอาศัยความร่วมมือเพื่อให้เกิดครอบครัวที่เข้มแข็งอันเป็นรากฐานที่สำคัญของระบบสังคม การผลิตจะเสียค่าใช้จ่ายลดลงถ้ารู้จักนำเอาสิ่งที่มีอยู่ในขบวนการธรรมชาติมาปรุงแต่ง ตามแนวพระราชดำริในเรื่องต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วซึ่งสรุปเป็นคำพูดที่เหมาะสมตามที่ ฯพณฯ พลเอกเปรม ตินณสูลานนท์ ที่ว่า “…ทรงปลูกแผ่นดิน ปลูกความสุข ปลดความทุกข์ของราษฎร” ในการผลิตนั้นจะต้องทำด้วยความรอบคอบไม่เห็นแก่ได้ จะต้องคิดถึงปัจจัยที่มีและประโยชน์ของผู้เกี่ยวข้อง มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาอย่างเช่นบางคนมีโอกาสทำโครงการแต่ไม่ได้คำนึงว่าปัจจัยต่าง ๆ ไม่ครบ ปัจจัยหนึ่งคือขนาดของโรงงาน หรือเครื่องจักรที่สามารถที่จะปฏิบัติได้ แต่ข้อสำคัญที่สุด คือวัตถุดิบ ถ้าไม่สามารถที่จะให้ค่าตอบแทนวัตถุดิบแก่เกษตรกรที่เหมาะสม เกษตรกรก็จะไม่ผลิต ยิ่งถ้าใช้วัตถุดิบสำหรับใช้ในโรงงานั้น เป็นวัตถุดิบที่จะต้องนำมาจากระยะไกล หรือนำเข้าก็จะยิ่งยาก เพราะว่าวัตถุดิบที่นำเข้านั้นราคายิ่งแพง บางปีวัตถุดิบมีบริบูรณ์ ราคาอาจจะต่ำลงมา แต่เวลาจะขายสิ่งของที่ผลิตจากโรงงานก็ขายยากเหมือนกัน เพราะมีมากจึงทำให้ราคาตก หรือกรณีใช้เทคโนโลยีทางการเกษตร เกษตรกรรู้ดีว่าเทคโนโลยีทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น และผลผลิตที่เพิ่มนั้นจะล้นตลาด ขายได้ในราคาที่ลดลง ทำให้ขาดทุน ต้องเป็นหนี้สิน การผลิตตามทฤษฎีใหม่สามารถเป็นต้นแบบการคิดในการผลิตที่ดีได้ ดังนี้ 1. การผลิตนั้นมุ่งใช้เป็นอาหารประจำวันของครอบครัว เพื่อให้มีพอเพียงในการบริโภคตลอดปี เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันและเพื่อจำหน่าย 2. การผลิตต้องอาศัยปัจจัยในการผลิต ซึ่งจะต้องเตรียมให้พร้อม เช่น การเกษตรต้องมีน้ำ การจัดให้มีและดูแหล่งน้ำ จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งการผลิต และประโยชน์ใช้สอยอื่น ๆ 3. ปัจจัยประกอบอื่น ๆ ที่จะอำนวยให้การผลิตดำเนินไปด้วยดี และเกิดประโยชน์เชื่อมโยง (Linkage) ที่จะไปเสริมให้เกิดความยั่งยืนในการผลิต จะต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายทั้ง เกษตรกร ธุรกิจ ภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับเศรษฐกิจการค้า และให้ดำเนินกิจการควบคู่ไปด้วยกันได้ การผลิตจะต้องตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “บุคคล” กับ “ระบบ” การผลิตนั้นต้องยึดมั่นในเรื่องของ “คุณค่า” ให้มากกว่า “มูลค่า” ดังพระราชดำรัส ซึ่งได้นำเสนอมาก่อนหน้านี้ที่ว่า “…บารมีนั้น คือ ทำความดี เปรียบเทียบกับธนาคาร …ถ้าเราสะสมเงินให้มากเราก็สามารถที่จะใช้ดอกเบี้ย ใช้เงินที่เป็นดอกเบี้ย โดยไม่แตะต้องทุนแต่ถ้าเราใช้มากเกิดไป หรือเราไม่ระวัง เรากิน เข้าไปในทุน ทุนมันก็น้อยลง ๆ จนหมด …ไปเบิกเกินบัญชีเขาก็ต้องเอาเรื่อง ฟ้องเราให้ล้มละลาย เราอย่าไปเบิกเกินบารมีที่บ้านเมือง ที่ประเทศได้สร้างสมเอาไว้ตั้งแต่บรรพบุรุษของเราให้เกินไป เราต้องทำบ้าง หรือเพิ่มพูนให้ประเทศของเราปกติมีอนาคตที่มั่นคง บรรพบุรุษของเราแต่โบราณกาล ได้สร้างบ้านเมืองมาจนถึงเราแล้ว ในสมัยนี้ที่เรากำลังเสียขวัญ กลัว จะได้ไม่ต้องกลัว ถ้าเราไม่รักษาไว้…” การจัดสรรทรัพยากรมาใช้เพื่อการผลิตที่คำนึงถึง “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่าง “บุคคล” กับ “ระบบ” เป็นไปอย่างยั่งยืน ไม่ทำลายทั้งทุนสังคมและทุนเศรษฐกิจ นอกจากนี้จะต้องไม่ติดตำรา สร้างความรู้ รัก สามัคคี และความร่วมมือร่วมแรงใจ มองกาลไกลและมีระบบสนับสนุนที่เป็นไปได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปลูกฝังแนวพระราชดำริให้ประชาชนยอมรับไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยให้วงจรการพัฒนาดำเนินไปตามครรลองธรรมชาติ กล่าวคือ ทรงสร้างความตระหนักแก่ประชาชนให้รับรู้ (Awareness) ในทุกคราเมื่อ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมประชาชนในทุกภูมิภาคต่าง ๆ จะทรงมีพระราชปฏิสันถารให้ประชาชนได้รับทราบถึงสิ่งที่ควรรู้ เช่น การปลูกหญ้าแฝกจะช่วยป้องกันดินพังทลาย และใช้ปุ๋ยธรรมชาติจะช่วยประหยัดและบำรุงดิน การแก้ไขดินเปรี้ยวในภาคใต้สามารถกระทำได้ การ ตัดไม้ทำลายป่าจะทำให้ฝนแล้ง เป็นต้น ตัวอย่างพระราชดำรัสที่เกี่ยวกับการสร้างความตระหนักให้แก่ประชาชน ได้แก่ “….ประเทศไทยนี้เป็นที่ที่เหมาะมากในการตั้งถิ่นฐาน แต่ว่าต้องรักษาไว้ ไม่ทำให้ประเทศไทยเป็นสวนเป็นนากลายเป็นทะเลทราย ก็ป้องกัน ทำได้….” ทรงสร้างความสนใจแก่ประชาชน (Interest) หลายท่านคงได้ยินหรือรับฟัง โครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีนามเรียกขานแปลกหู ชวนฉงน น่าสนใจติดตามอยู่เสมอ เช่น โครงการแก้มลิง โครงการแกล้งดิน โครงการเส้นทางเกลือ โครงการน้ำดีไล่น้ำเสีย หรือโครงการน้ำสามรส ฯลฯ เหล่านี้ เป็นต้น ล้วนเชิญชวนให้ ติดตามอย่างใกล้ชิด แต่พระองค์ก็จะมีพระราชาธิบายแต่ละโครงการอย่างละเอียด เป็นที่เข้าใจง่ายรวดเร็วแก่ประชาชนทั้งประเทศ ในประการต่อมา ทรงให้เวลาในการประเมินค่าหรือประเมินผล (Evaluate) ด้วยการศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ ว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์นั้นเป็นอย่างไร สามารถนำไปปฏิบัติได้ในส่วนของตนเองหรือไม่ ซึ่งยังคงยึดแนวทางที่ให้ประชาชนเลือกการพัฒนาด้วยตนเอง ที่ว่า “….ขอให้ถือว่าการงานที่จะทำนั้นต้องการเวลา เป็นงานที่มีผู้ดำเนินมาก่อนแล้ว ท่านเป็นผู้ที่จะเข้าไปเสริมกำลัง จึงต้องมีความอดทนที่จะเข้าไปร่วมมือกับผู้อื่น ต้องปรองดองกับเขาให้ได้ แม้เห็นว่ามีจุดหนึ่งจุดใดต้องแก้ไขปรับปรุงก็ต้องค่อยพยายามแก้ไขไปตามที่ถูกที่ควร….” ในขั้นทดลอง (Trial) เพื่อทดสอบว่างานในพระราชดำริที่ทรงแนะนำนั้นจะได้ผลหรือไม่ซึ่งในบางกรณีหากมีการทดลองไม่แน่ชัดก็ทรงมักจะมิให้เผยแพร่แก่ประชาชน หากมีผลการทดลองจนแน่พระราชหฤทัยแล้วจึงจะออกไปสู่สาธารณชนได้ เช่น ทดลองปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำนั้น ได้มีการค้นคว้าหาความเหมาะสมและความเป็นไปได้จนทั่วทั้งประเทศว่าดียิ่งจึงนำออกเผยแพร่แก่ประชาชน เป็นต้น ขั้นยอมรับ (Adoption) โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น เมื่อผ่านกระบวนการมาหลายขั้นตอน บ่ม เพาะ และมีการทดลองมาเป็นเวลานาน ตลอดจนทรงให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริและสถานที่อื่น ๆ เป็นแหล่งสาธิตที่ประชาชนสามารถเข้าไปศึกษาดูได้ถึงตัวอย่างแห่งความสำเร็จ ดังนั้น แนวพระราชดำริของพระองค์จึงเป็นสิ่งที่ราษฎรสามารถพิสูจน์ได้ว่าจะได้รับผลดีต่อชีวิต และความเป็นอยู่ของตนได้อย่างไร แนวพระราชดำริทั้งหลายดังกล่าวข้างต้นนี้ แสดงถึงพระวิริยะอุตสาหะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทุ่มเทพระสติปัญญา ตรากตรำพระวรกาย เพื่อค้นคว้าหาแนวทางการพัฒนาให้พสกนิกรทั้งหลายได้มีความร่มเย็นเป็นสุขสถาพรยั่งยืนนาน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงที่ได้พระราชทานแก่ปวงไทยตลอดเวลามากกว่า 50 ปี จึงกล่าวได้ว่าพระราชกรณียกิจของพระองค์นั้นสมควรอย่งยิ่งที่ทวยราษฎรจักได้เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ตามที่ทรงแนะนำ สั่งสอน อบรมและวางแนวทางไว้เพื่อให้เกิดการอยู่ดีมีสุขโดยถ้วนเช่นกัน โดยการพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขึ้นตอนต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตาหลักวิชาการ เพื่อได้พื้นฐานที่มั่นคงพร้อมพอสมควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริม ความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขึ้นที่สูงขึ้นไปตามลำดับ จะก่อให้เกิดความยั่งยืนและจะนำไปสู่ความเข้มแข็งของครอบครัว ชุมชน และสังคม สุดท้ายเศรษฐกิจดี สังคมไม่มีปัญหา การพัฒนายั่งยืน ประการที่สำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง
1. พอมีพอกิน ปลูกพืชสวนครัวไว้กินเองบ้าง ปลูกไม้ผลไว้หลังบ้าน 2-3 ต้น พอที่จะมีไว้กินเองในครัวเรือน เหลือจึงขายไป 2. พออยู่พอใช้ ทำให้บ้านน่าอยู่ ปราศจากสารเคมี กลิ่นเหม็น ใช้แต่ของที่เป็นธรรมชาติ (ใช้จุลินทรีย์ผสมน้ำถูพื้นบ้าน จะสะอาดกว่าใช้น้ำยาเคมี) รายจ่ายลดลง สุขภาพจะดีขึ้น (ประหยัดค่ารักษาพยาบาล) 3. พออกพอใจ เราต้องรู้จักพอ รู้จักประมาณตน ไม่ใคร่อยากใคร่มีเช่นผู้อื่น เพราะเราจะหลงติดกับวัตถุ ปัญญาจะไม่เกิด " การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกิน หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง "
"เศรษฐกิจพอเพียง" จะสำเร็จได้ด้วย "ความพอดีของตน
คำถาม
1 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีโครงการอะไรบ้าง
2 บารมีนั้น คือ ทำความดี เปรียบเทียบได้กับอะไร เพราะอะไร
3 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปลูกฝังแนวพระราชดำริให้ประชาชนยอมรับไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยให้วงจรการพัฒนาดำเนินไปตามครรลองธรรมชาติ กล่าวคืออะไรบ้าง


2551-12-07

จัดทำโดย น.ส. มณฑารพ วงษ์สว่าง 5005106005
นัด กรอ.ถกด่วนกู้วิกฤติชาติ

นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยในระหว่างการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 51 ว่า ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลลบต่อประเทศอย่างมาก ทำให้รัฐบาลสั่นคลอน ขาดเสถียรภาพในการบริหารงาน ส่วนปัญหาเศรษฐกิจก็ขาดการดูแลจากรัฐบาล ทำให้ การแก้ปัญหาไม่มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญกระทบต่อการทำงานของระบบข้าราชการที่ทำงานไม่เต็มที่ เพราะหวั่นเกรงการเปลี่ยนแปลง กลัวความเสียหาย กลัวถูกฟ้องร้องจนทำให้การทำงานล่าช้า ขาดประสิทธิภาพ ขณะที่ภาคธุรกิจพบว่ามียอดขายลดลงแล้วทุกอุตสาหกรรม ทั้งภาคการผลิต อาหาร สิ่งทอ ยานยนต์ เคมีภัณฑ์ หรือภาคบริการท่องเที่ยว ขนส่ง โรงแรม ค้าปลีก
นายประมนต์กล่าวว่า วันที่ 1 ธ.ค.นี้ นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรียังได้เชิญประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เป็นการด่วน ที่กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหารือถึงผลกระทบของการปิดสนามบิน และแนวทางการแก้ปัญหา โดยนอกจากความเสียหายในการท่องเที่ยว และการขนส่งทางอากาศแล้ว ภาพพจน์ของประเทศก็เสียหายไปด้วย ซึ่งจะส่งผลกระทบถึงการลงทุนในอนาคต เพราะต่างชาติจะมองว่า เมื่อไทยปล่อยให้คนกระทำไม่ถูกกฎหมาย ก็จะขาดความเชื่อถือ
ด้านนายสุรินทร์ โตทับเที่ยง รองประธานกรรมการหอการค้าไทยกล่าวว่า การปิดสนามบิน ส่งผลให้การตกลงทางธุรกิจกับต่างชาติต้องเลื่อน ออกไปหลายสัญญา โดยเฉพาะลูกค้าใหม่อาจขาดความมั่นใจ และเลิกการสั่งซื้อได้ แต่หากเป็นลูกค้าเก่าอาจไม่เสียหายมาก แค่ชะลอการสั่งซื้อสินค้าเท่านั้น สิ่งที่น่าห่วงคือ การส่งออกผักผลไม้ ที่ตกค้างอยู่ที่สนามบินจำนวนมาก และเน่าเสียง่าย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 1 ธ.ค.นี้ นอกจากนายโอฬารจะเชิญประชุม กรอ.เป็นการด่วนแล้ว ยังได้เชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทุกกลุ่มมาหารือ เพื่อออกแพ็กเกจท่องเที่ยวครั้งใหญ่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เชื่อมั่นและกลับมาเที่ยวเมืองไทยเช่นเดิม หลังพบว่าผลกระทบจากการปิดสนามบินดอนเมืองและสุวรรรณภูมิ ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยเสียหายหนัก อีกทั้งยังเกิดขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ที่สร้างรายได้ให้ประเทศถึง 60-70% ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งหมด
ทั้งนี้ หากไม่เร่งวางแนวทางและให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ เพื่อวางแผนดึงดูดนักท่องเที่ยวแบบมีประสิทธิภาพแล้ว จะทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวปี 52 ลดลงจนทำให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้มาก จนส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ เพราะรายได้จากการส่งออกซึ่งเป็นรายได้ หลักของประเทศ มีแนวโน้มชัดเจนว่าลดลงจากปี 51 กว่าเท่าตัว โดยล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้คาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกปี 52 จะขยายตัวเพียง 7%
ดังนั้น จึงต้องเร่งวางแนวทางช่วยกันทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อกู้วิกฤติกลับคืนมาให้ได้ โดยนายโอฬารจะรับฟังปัญหาและความต้องการของเอกชนว่าจะให้ภาครัฐเข้าไปช่วยเหลือด้านใดเป็นกรณีเร่งด่วน รวมทั้งช่วยกันกำหนดรูปแบบของแพ็กเกจท่องเที่ยวให้ดึงดูดนักท่องเที่ยว เพราะฤดูท่องเที่ยวไทยยังคาบเกี่ยวไปถึงไตรมาสแรกของปี 52 หากไม่วางแผนรองรับเมื่อสถานการณ์คลี่คลายจะทำให้ไทยสูญเสียโอกาสและรายได้อย่างหนัก.

Question


1. การปิดสนามบินดอนเมืองและสุวรรรณภูมิ ควรทำอย่างไรเพื่อจะดึงดูดนักท่องเที่ยว


2. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้คาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกปี 52 จะขยายตัวเป็นเท่าไร


3. ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว การปิดสนามบินทำให้เสียหายรายได้ไปเท่ไร



2551-11-30

นางสาว ศศิธร ปิ่นวิเศษ 5005106025
เศรษฐกิจไทยเจ๊ง 2 แสนล้าน ม.หอการค้าชี้วุ่นวาย ยืดเยื้อจะโงหัวไม่ขึ้น [28 พ.ย. 51 - 05:34]

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์ พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้า ไทยเปิดเผยถึงผลกระทบของสถานการณ์ทางการเมืองต่อเศรษฐกิจไทยว่า หากสถานการณ์การเมืองไม่คลี่คลายภายในเดือน ธ.ค.นี้ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังมีการชุมนุมต่อเนื่องและปิดสนามบินอยู่จะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจถึง 134,000-215,000 ล้านบาท แบ่งเป็นผลกระทบต่อการท่องเที่ยว 76,120 ล้านบาท การส่งออก 25,000-40,000 ล้านบาท การลงทุน 12,000-40,000 ล้านบาท และการบริโภค 21,000-30,000 ล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวเพียง 4.1-4.4%


อย่างไรก็ตาม หากเหตุการณ์ทางการเมืองคลี่คลายภายในสิ้นเดือน พ.ย.นี้ และยกเลิกปิดสนามบินในสัปดาห์นี้ความเสียหายจะลดลงเหลือเพียง 73,000-130,000 ล้านบาท แบ่งเป็นผลกระทบต่อการท่องเที่ยว 42,000-75,000 ล้านบาท การส่งออก 10,000-24,000 ล้านบาท การลงทุน 6,000-11,000 ล้านบาท และการบริโภค 15,000-20,000 ล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโต 4.5-4.8%


“สถานการณ์ความวุ่นวายควรจบโดยเร็ว รัฐบาล ต้องเลือกทางแก้ไขที่แยบยลและไม่รุนแรงเพราะจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาก หากทำไม่ได้นายกรัฐมนตรีก็ต้องยุบสภา หรือลาออก แต่ก็จะทำให้ เศรษฐกิจชะลอลงต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปีหน้า เพราะโครงการเมกะโปรเจกต์การเบิกจ่ายงบประมาณขาดดุล 100,000 ล้านบาทจะชะงัก รวมถึงไทยจะเสียหายและเสียโอกาสจากการไม่สามารถลงนามในข้อตกลงระหว่างประเทศในการประชุมสุดยอดอาเซียนปลายปีนี้ แต่ก็จะเป็นผลดีในระยะยาวหากปล่อยให้ยืดเยื้อจะกระทบต่อภาพรวมมากกว่า แต่ไม่ควรใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเพราะภาพพจน์ไทยจะยิ่งแย่ลงและแก้ปัญหายากขึ้น” ปรับเป้าปีหน้าเศรษฐกิจโต 2%


นายธนวรรธน์กล่าวว่า ในปี 2552 เศรษฐกิจมีโอกาสที่จะขยายตัวเพียง 2-3% จากที่คาดการณ์ ไว้เดิมที่ 3-4% เพราะสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศรุนแรงและยืดเยื้อกว่าที่คิดประกอบกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกจะทวีความรุนแรงมากขึ้นและกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เพราะภาคอุตสาหกรรม การผลิตได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่ชะลอลงรวมถึงการบริโภคของประชาชนและการลงทุนชะลอลงเช่นกัน ที่สำคัญอาจมีคนว่างงานเพิ่มขึ้นเกิน 1 ล้านคน


ด้านนางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยจากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งสำรวจผู้ประกอบการท่องเที่ยว 218 ตัวอย่างทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา พบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม 79.60% ได้รับผลกระทบ ขณะที่ 20.40% ยังไม่ได้รับผลกระทบ โดยปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวมากที่สุด คือการปิดสนามบินสุวรรณภูมิที่กลุ่มตัว อย่างให้คะแนนสูงสุดถึง 9.6 จากเต็ม 10 คะแนน รองลงมาคือสถานการณ์ ทางการเมือง 8.7 วิกฤติการเงินโลก 8.3 นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างยังเห็นว่าหลังปิดสนามบินสุวรรณภูมินักท่องเที่ยวต่างประเทศลดลง 47.32% นักท่อง เที่ยวไทยลดลง 21.80% ยอดจอง (ทัวร์ โรงแรม) ลดลง 35.78% และยกเลิกการจองที่พัก/ทัวร์ 47.54%

“ในไตรมาส 3 ของ ปีนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทย 2.14 ล้านคน ลดลง 16.14% จากช่วงเดียว กันของปีก่อนส่วนในเดือน ต.ค.2551 มีเพียง 749,976 คนลดลง 11.12% จากเดือนเดียวกันของปีก่อนเพราะปัญหาความวุ่นวายทาง การเมืองเป็นสำคัญยิ่งมีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิอีก นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทยปี 2551 ประมาณ 14 ล้านคน จะยิ่งได้รับผลกระทบหนักเพราะในจำนวนนี้เดินทางโดยเครื่องบิน 11.9 ล้านคน โดยอาจทำให้ จำนวนลดลงเฉลี่ยวันละ 30,000-40,000 คนได้”

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาในระยะสั้นมากคือกลุ่มพันธมิตรฯต้องออกจากสนามบินโดยเร็วนายกรัฐมนตรีไม่ควรยุบสภา หรือลาออกเพราะจะยิ่งทำให้การบริหารงานบ้านเมืองหยุดชะงัก ไม่ สามารถนำงบขาดดุล 100,000 ล้านบาทมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ ไม่ว่ารัฐบาลจะขี้เหร่อย่างไรก็ต้องบริหารบ้านเมืองต่อ โดยรัฐบาลอาจเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯเพื่อหาทางออกและยอมรับเงื่อนไขบางอย่างของ กลุ่มพันธมิตรฯ เช่น เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่เพื่อให้การบริหารประเทศเดินหน้าต่อได้ ห่วงว่างงานเพิ่มอาชญากรรมพุ่ง

นางเสาวณีย์กล่าวว่า หากรัฐบาลไม่สามารถนำงบประมาณขาดดุล 100,000 ล้านบาท มาใช้ได้จะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจตามมามหาศาลเพราะไม่มีแรงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการเมะโปรเจกต์เดินหน้าต่อไม่ได้ การลงทุนภาครัฐ การบริโภคชะลอตัวลง ธุรกิจเอสเอ็มอีตายก่อน คนว่างงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคนต่างด้าวที่จะต้องถูกปลดออกจากงานต่อ ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ยอมกลับประเทศ เมื่อไม่มีงานทำก็อาจก่ออาชญากรรมเกิดปัญหาอาชญากรรมและปัญหาสังคมตามมา

ขณะที่นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวในงานเสวนาเรื่อง “ทางรอดอุตสาหกรรมไทยปี 52” ถึงผลกระทบจากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิว่า ทำให้การขนส่งสินค้าผ่านคาร์โก้เสียหายถึง 3,000 ล้านบาทต่อวัน โดยแบ่งเป็นการนำเข้าสินค้า 1,800 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าทั่วไปที่ใช้ในประเทศเช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนการส่งออก 1,200 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นอาหาร ผัก และผลไม้สด และสินค้าเกษตรที่มีตลาดหลักคือ อเมริกา และยุโรป ซึ่งการปิดสนามบินสุวรรณภูมิในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมานี้มีความเสียหายแล้วประมาณ 9,000 ล้านบาท

“ช่วงแรกคงจะไม่กระทบอะไรมาก แต่ในระยะยาวก็อาจทำให้เสียตลาดไปได้ เพราะประเทศคู่ค้าคงต้องหันไปหาตลาดใหม่แทน โดยมองว่า ไม่ควรจะยืดเยื้อเกิน 1 สัปดาห์ เพราะจะทำให้เสียหายสูงถึง 20,000 ล้านบาท และอาจจะมีผู้ประกอบการส่งออกที่เป็นเอสเอ็มอีประมาณ 30-50 รายที่ต้องหยุดผลิต เพื่อรอให้เหตุการณ์สงบก่อน”

ทั้งนี้ ปี 2551 การขนส่งสินค้าทางอากาศ (คาร์โก้) มีมูลค่ารวม 760,000 ล้านบาท หรือประมาณ 10% ของจีดีพีรวมทั้งประเทศที่อยู่ 6 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าปี 2552 การส่งออกสินค้าอาหารของไทยจะมีมูลค่าประมาณ 750,000-760,000 ล้านบาท ลดลงจากปีนี้ที่คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 800,000 ล้านบาท เนื่องจากราคาสินค้าหลายตัวปรับลดลงมาก โดยเฉพาะราคาข้าว.

ไทยรัฐ ข่าวเศรษฐกิจ
ปีที่ 59 ฉบับที่ 18574 วันศุกร์ ที่ 28 พฤศจิกายน 2551
คำถาม
1.ผู้อำนวยการศูนย์ พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้า คือใคร
2.นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์กล่าวถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยจากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งสำรวจผู้ประกอบการท่องเที่ยว กี่ตัวอย่าง
3.นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กล่าวในงานเสวนาเรื่อง“ทางรอดอุตสาหกรรมไทยปี 52” ถึงผลกระทบจากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิว่า อย่างไร


2551-11-23

ธอส.สวนกระแสขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากระยะสั้น ป้องกันเงินไหลออก



จัดทำโดย น.ส.ธนัชพร จินดามณีโรจน์ 5005106011


นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าวว่า สถานการณ์วิกฤติสถาบันการเงินโลกที่มองว่า จะได้รับผลกระทบหนักในปีหน้า ทำให้ปีนี้ผู้บริหารสถาบันการเงินทุกแห่งจะมุ่งเน้นบริหารดูแลสภาพคล่องและป้องกันปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องดูแล โดยขณะนี้ ธอส.มีสภาพคล่อง 40,000 ล้านบาท หากดูแลไม่ดีจะมีลูกค้าถอนเงินฝากไปยังธนาคารอื่นที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า จึงต้องงัดกลยุทธ์ดอกเบี้ยเงินฝากมาดึงดูดลูกค้า
นายขรรค์ กล่าวว่า เพื่อเสริมสภาพคล่องและระดมทุนรองรับการปล่อยสินเชื่อ ธนาคารจึงได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์พิเศษ จากอัตราเดิมร้อยละ 2.25 เป็นร้อยละ 3.25 ต่อปี สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทประจำ 3-6 เดือน ปรับเป็นร้อยละ 3.00 ร้อยละ 3.25 และร้อยละ 3.5 ต่อปี สำหรับวงเงินฝากไม่ถึง 1 ล้านบาท 1 ล้านบาทขึ้นไป และ 5 ล้านบาทขึ้นไปตามลำดับ ตั๋วสัญญาใช้เงิน 1 เดือน จากร้อยละ 2.25 เป็นร้อยละ 2.75 เงินฝากตั๋วสัญญาใช้เงิน 2 เดือน จากร้อยละ 2.25 เป็นร้อยละ 3 มีผลตั้งแต่วันที่ 11 -30 พ.ย. 2551 เนื่องจากไม่ต้องการเพิ่มดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากระยะยาว เพราะจะกระทบต้นทุนบริหารงาน อีกทั้งต้องรอดูทิศทางดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ในวันที่ 3 ธ.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ในช่วงการแข่งขันระดมเงินฝากเมื่อให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงอาจทำให้สถาบันการเงินต่าง ๆ ยอมลดดอกเบี้ยเงินกู้น้อย ดังนั้น ทิศทางการลดดอกเบี้ยเงินกู้คงไม่สอดคล้องกับดอกเบี้ยเงินฝากในสถานการณ์ช่วงนี้ ทำให้สถานการณ์ในตลาดเงินจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2551 กรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าวว่า ณ วันที่ 30 ก.ย. 2551 ธนาคารมีผลกำไร (ก่อนกันสำรองหนี้สงสัยจะสูญ) จำนวน 7,520 ล้านบาท โดยในปีนี้ธนาคารได้กันสำรองฯ ไปแล้วจำนวนกว่า 5,843 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าปีก่อน 3,056 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 109.67 เพื่อนำเข้าสู่เกณฑ์สำรองตามมาตรฐาน IAS 39 ในปี 2555 ส่งผลให้ไตรมาส 3 ธนาคารมีผลกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 1,677 ล้านบาท ลดลง 334.51 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 16.63 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,011.51ล้านบาทโดยธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้างรวม 587,886.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.88 และ 9 เดือนที่ผ่านมาธนาคารปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 57,026.77 ล้านบาท จำนวนลูกหนี้ 82,460 ราย ด้านเงินฝากธนาคารมียอดเงินฝากรวม 498,804.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.13 มีสินทรัพย์รวม 646,888.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.80 มีหนี้ เอ็นพีแอล 67,499.41 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 11.48 ของยอดสินเชื่อรวม ขณะที่ทรัพย์สินรอการขาย (เอ็นพีเอ) คงเหลือสุทธิตามงบการเงิน จำนวน 9,670.75 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9.57 แต่หากหักยอดที่มีการขายผ่อนดาวน์แล้วจะทำให้ธนาคารมียอดเอ็นพีเอคงเหลืออยู่ 6,936 ล้านบาท โดยธนาคารสามารถจำหน่ายทรัพย์เอ็นพีเอได้ทั้งสิ้น 1,612.20 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงดำเนินตามแผนงานจำหน่ายทรัพย์เอ็นพีเอให้ได้มากที่สุดเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย และเสริมสภาพคล่องให้กับธนาคารได้อีกทางหนึ่งด้วย
“ยอมรับว่าขณะนี้การปล่อยสินเชื่อต้องเน้นคุณภาพ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้เสียภายหลัง โดยยอดปล่อยสินเชื่อปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 80,000 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายของกระทรวงการคลังที่ตั้งไว้ 90,000 ล้านบาท ซึ่งธนาคารจะขอดูรายได้ของผู้กู้เป็นพิเศษ เพราะถือเป็นหัวใจหลักของผู้กู้ในการผ่อนชำระคืนให้กับทางธนาคารได้ โดยทางธนาคารจะให้ผู้กู้ผ่อนชำระค่างวดไม่เกินร้อยละ 35 ของรายได้สุทธิต่องวด หรือประมาณ 1 ใน 3 ของเงินรายได้ ซึ่ง ธอส.จะดูข้อมูลต่าง ๆ ของลูกค้าผ่านรายงานของเครดิตยูโร”
ที่มา :
http://news.mcot.net/economic/
คำถาม
1. การเสริมสภาพคล่องและระดมทุนรองรับการปล่อยสินเชื่อให้กับธนาคารทำได้ด้วยวิธีใด
2. เพราะเหตุใดถึงไม่ต้องการเพิ่มดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากระยะยาว
3. ธอส.ย่อมาจากอะไร และใครคือ กรรมการผู้จัดการ ธอส.

2551-11-16

คาดเงินนอกลงทุนหมื่นล้าน

จัดทำโดย นางสาว เปรมวดี เตชะพงศ์ประเสริฐ
เลขทะเบียน 5005106021

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ผู้อำนวยการส่วนนโยบายการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กล่าวว่า ภายในปีนี้น่าจะมีเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมาที่ไหลเข้ามา 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาพบมีเงินไหลเข้ามาลงทุนแล้วกว่า 9 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ การไหลเข้ามาลงทุนในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนถึงความมั่นใจในภูมิภาคเอเชีย ในขณะเดียวกันนักลงทุนยังไม่มั่นใจต่อค่าเงินดอลลาร์เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ดีเท่าที่ควรต้องหาตลาดใหม่ที่จะเข้ามาลงทุนแทน
นอกจากนี้ หากพิจารณาตามพื้นฐานของตลาดในภูมิภาคเอเชียแล้วยังพบว่ามีความน่าสนใจที่จะลงทุนอีกมากเพราะภาคส่งออกในหลายประเทศถึงว่าค่อนข้างแข็งแกร่ง ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจก็ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทำให้ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียมีเสถียรภาพมากกว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปีหน้าเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติที่จะไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยรวมถึงในประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียน่าจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าปีนี้
เพราะเป็นข่าวเกี่ยวกับการเงินและมันก็เป็นประโยชน์แก่ตัวเรามันทำให้เราได้รู้การเคลื่อนไหวของเงินต่างชาติอีกด้วย

ที่มา learners.in.th/file/makei_kunchay/ข่าว.doc

คำถาม
1.ผู้อำนวยการส่วนนโยบายการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) คือใคร
2.นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ คาดว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะเป็นอย่างไร

3.เพราะเหตุใดตลาดภูมิภาคเอเชียถึงมีความน่าสนใจ

2551-11-09

วิกฤต "แฮมเบอร์เกอร์" กับ "ต้มยำกุ้ง" ต่างกันอย่างไร

จัดทำบทความโดย นางสาวจตุพร ญาณนิธิกุล 5005106017
ขณะนี้ นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกต่างกังวลกับเศรษฐกิจฟองสบู่สหรัฐที่ใกล้จะแตก จนอาจจะกลายเป็นวิกฤติ "แฮมเบอร์เกอร์" ที่หลายฝ่ายกำลังกลัวว่า จะลุกลามกลายเป็นวิกฤติการเงินของโลก ไม่ต่างกับเมื่อ 10 ปีก่อน ที่เกิดวิกฤติการเงินในประเทศไทยในปี 2540 ซึ่งในที่สุด ได้ลุกลามข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังประเทศต่างๆ กลายเป็นวิกฤติ "ต้มยำกุ้ง" ที่โด่งดังไปทั่วโลก
จริงๆ แล้ว สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินของสหรัฐในปัจจุบัน มีส่วนคล้ายคลึงกับภาวะเศรษฐกิจของไทยในช่วงก่อนปี 2540 หลายประการ แต่ก็มีบางส่วนที่แตกต่างกัน ดังนั้น คอลัมน์มุมเอกในฉบับนี้ จะขอเปรียบเทียบสถานการณ์ทั้ง 2 เหตุการณ์ ให้ผู้อ่านได้รับทราบ เพื่อจะได้เข้าใจ “ความเหมือนที่แตกต่าง” ของวิกฤติต้มยำกุ้งในไทย กับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ที่กำลังก่อร่างสร้างตัว และรอวันระเบิดอยู่ในสหรัฐ ในอนาคต
หากผู้อ่านลองย้อนนึกไปถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วง 4-5 ปี ก่อนที่จะเกิดวิกฤติการเงินของไทยในปี 2540 ท่านอาจจะพอจำความรู้สึกที่พวกเราคนไทยส่วนใหญ่ร่ำรวยกันอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากการปั่นราคาที่ดิน จนราคาสูงขึ้นไปหลายเท่าตัว หรือปั่นราคาหุ้นจนดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ไทย สูงขึ้นไปอยู่เกือบสองพันจุด (เทียบกับปัจจุบันที่ราคาหุ้นยังอยู่แค่ประมาณ 800 จุด) ส่วนธุรกิจเอกชนก็ร่ำรวยไม่แพ้กัน เพราะสามารถกู้เงินต่างชาติ ผ่านแบงก์หรือไฟแนนซ์ มาต่อเงินสร้างความร่ำรวยกันอย่างง่ายดายคราวนี้พอคนไทยส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา และห้างร้านนิติบุคคล หาเงินกันอย่างง่ายดาย ก็จับจ่ายใช้สอยกันอย่างฟุ่มเฟือยตามฐานะ (จอมปลอม) ที่ดีขึ้น หลายคนเริ่มสะสมรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ไว้ที่บ้านจนลานจอดรถไม่พอ บ้างก็แห่กันยกครอบครัวไปเที่ยวเมืองนอกและสะสมกระเป๋าใบหรูราคาแพงกันคนละหลายใบ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เมื่อรวมกันมาเป็นภาพใหญ่ก็สะท้อนมาด้วยตัวเลขการขาดดุลเดินบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมาอยู่สูงถึงเกือบร้อยละ 8 ของ GDP แล้วก็ชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนี้ด้วยการกู้เงินต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการกู้เงินระยะสั้นผ่านช่องทาง BIBF ของสถาบันการเงินต่างๆ
แน่นอนว่า ในช่วงแรกๆ ต่างชาติก็ยินดีให้กู้ด้วยดี เพราะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะมีอนาคตสดใส สามารถชำระหนี้คืนได้ในอนาคต แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปๆ เศรษฐกิจเริ่มไม่สดใสอย่างที่คิด การส่งออกที่เคยโตปีละ 10% กลับไม่ขยายตัวในปี 2539 ผู้ให้กู้ชาวต่างชาติเลยหมดความมั่นใจ และแห่ถอนเงินกู้คืนจากเมืองไทยตั้งแต่ช่วงปลายปี 2539 จนเป็นที่มาของการล้มละลายในบริษัทไทยหลายแห่ง โดยเริ่มต้นจากบริษัทในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ปั่นราคาคอนโด และราคาบ้านจนสูงลิบ ซึ่งในที่สุดก็ขายไม่ออก กลายเป็นปัญหาหนี้เสีย NPL จนลุกลามทำให้ไฟแนนซ์ และธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายขาดสภาพคล่องมหาศาล จนธนาคหากลองวิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐ ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านจะพบว่า ไม่ต่างกับเหตุการณ์ฟองสบู่ ในเมืองไทยช่วงก่อนวิกฤติปี 2540 เท่าไรนัก เช่น คนอเมริกันที่ใช้จ่ายบริโภคกันอย่างฟุ่มเฟือย เหมือนคนไทยในยุคก่อนปี 2540 ในขณะเดียวกัน ก็แห่กันเก็งกำไรในราคาบ้านและที่ดินกันมหาศาล โดยแต่ละครอบครัวชาวอเมริกันจะมีบ้านกัน 2-3 หลัง และมีการปั่นราคาบ้านจนราคาสูงขึ้นไปหลายเท่าตัว
ดังนั้น ในที่สุดเมื่อบ้านเริ่มขายไม่ออก ลูกหนี้ที่ขอกู้มาผ่อนบ้านก็เริ่มชักดาบ (โดยเฉพาะลูกหนี้ที่มีรายได้ต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไป หรือลูกหนี้ประเภทซับไพร์ม จนเป็นที่มาของชื่อเรียกยอดนิยมในปัจจุบันว่า ปัญหาซับไพร์ม) ทำให้สถาบันการเงิน เกิดปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง จนธนาคารกลางสหรัฐต้องเข้าไปช่วยเหลืออัดฉีดสภาพคล่องอย่างมากมาย ซึ่งดูแล้วก็ไม่ต่างกับปัญหาการขาดสภาพคล่องในช่วงปลายปี 2539 ยังไงยังงั้น
ซึ่งเหตุการณ์นี้ต่างกับประเทศไทยในช่วงก่อนปี 2540 ที่รัฐบาลไทยมีการเกินดุลการคลังมาโดยตลอด ทำให้ในยามจำเป็น ที่รัฐบาลต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงหลังวิกฤติ รัฐบาลจึงสามารถใช้บุญเก่า มาจัดทำนโยบายการคลังแบบขาดดุล เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยไม่มีปัญหาเสถียรภาพการคลัง
การที่ภาคเอกชนและรัฐบาลอเมริกันพร้อมใจกันใช้จ่ายขาดดุลอย่างฟุ่มเฟือย ได้สะท้อนปัญหาในภาพรวม ให้เห็นผ่านการนำเข้าสินค้า และบริการที่ขยายตัวสูงมาก จนเกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบันขาดดุลอยู่สูงถึงเกือบ 6% ของ GDP ซึ่งนับว่าเกินระดับอันตรายของมาตรฐานสากล ที่สามารถนำพาประเทศให้เกิดวิกฤติได้แล้ว แถมยังเป็นการขาดดุลทั้ง 3 บัญชี ทั้งขาดดุลการคลังของรัฐบาล ขาดดุลการออมของครัวเรือน และขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งควรจะเรียกได้ว่า เป็นปัญหา Triple Deficits ที่น่าจะมีความรุนแรงกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งของไทยที่อย่างน้อยก็ยังมีดุลการคลังที่เกินดุล
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันยังไม่เจอกับวิกฤติเศรษฐกิจก็เพราะระบบการเงินของโลก ที่สหรัฐวางรากฐานไว้ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ทำให้ดอลลาร์กลายเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศไปโดยปริยาย (ผมเขียนรายละเอียดเรื่องนี้ไว้ในคอลัมน์มุมเอก ตอน "ความผันผวนในตลาดเงินโลก กับการเงินระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไป" ลองไปหาดูในบทความย้อนหลังนะครับ)เพราะฉะนั้น ประเทศต่างๆ ที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัดกับสหรัฐ จึงไม่มีทางเลือกต้องนำเงินที่ค้าขายเกินดุลได้มา กลับไปลงทุนในสหรัฐ (ซึ่งก็คือการปล่อยกู้ให้สหรัฐ เพื่อชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนั่นเอง) ดังนั้น เมื่อสหรัฐยังมีเงินทุนจากต่างประเทศ ที่ยังเต็มใจให้สหรัฐกู้อยู่ ทำให้วิกฤติ “แฮมเบอร์เกอร์” จึงยังไม่เกิดขึ้น
แต่เหตุการณ์นี้ไม่ได้ประกันว่าจะเกิดขึ้นต่อไปอย่างถาวร เพราะในอนาคต เมื่อนักลงทุนต่างชาติ ที่ถือเงินลงทุนอยู่ในรูปดอลลาร์ เริ่มถอนเงินออกจากสหรัฐ เพราะเกรงว่าในที่สุดสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์จะด้อยค่าลงๆ เหมือนกับสินทรัพย์ในรูปเงินบาท ที่ด้อยค่าลงอย่างรวดเร็วในช่วงวิกฤติปี 2540 วันนั้นแหละครับ ที่สหรัฐจะเจอวิกฤติ “แฮมเบอร์เกอร์ (เน่า)” อย่างเต็มรูปแบบ
เสียดายเนื้อที่คอลัมน์ฉบับนี้หมดลงเสียแล้ว ไว้ในคอลัมน์มุมเอกฉบับต่อๆ ไป ผมจะพูดถึงมาตรการขาดดุลการคลังของสหรัฐ และการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ว่าไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐได้ตรงจุดเท่าไร เพียงแค่ช่วยยืดเวลาวิกฤติออกไปเท่านั้น เพราะปัญหาที่แท้จริงในสหรัฐยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ผมก็ได้แต่หวังว่า สหรัฐอเมริกาจะได้ประธานาธิบดี และรัฐมนตรีคลัง ที่เก่งกาจและชำนาญในเรื่องเศรษฐกิจ จะได้เข้ามาแก้ปัญหาวิกฤติของชาติ และของโลกได้ตรงจุด สวัสดีครับารชาติต้องเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งในที่สุด ก็เจ๊งและต้องปิดกิจการอยู่ดี
ที่มา:http://learners.in.th/blog/jtepa-thai-japan/213713

คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1.วิกฤตการณ์ "แฮมเบอร์เกอร์" แตกต่างกับ "ต้มยำกุ้ง" อย่างไร
ข้อ 2. ปัญหา Triple Deficits เกิดจากการขาดดุลกี่บัญชีและบัญชีใดบ้าง
ข้อ 3. ในบทความนี้ผู้เขียนกล่าวว่า "สหรัฐอเมริกายังไม่เจอกับวิกฤติเศรษฐกิจ"ก็เพราะอะไร